ทีนี้ก็ตรวจอาการเป็นรายต้นกันเลย จุดที่สังเกตง่ายที่สุดคือ ใบ ที่จะออกอาการเหี่ยวก่อนเพราะดูดน้ำไม่ได้ ต้นที่ยังแค่เจ็บป่วยขั้นต้นให้รีบเยียวยาก่อนด้วยการตัดแต่งกิ่งให้โปร่ง เพื่อลดการคายน้ำและแสงแดดส่องได้ทั่วถึง อาการแทรกซ้อนจากโรคและแมลงจะได้ไม่ตามมา หญ้าและพืชคลุมดินมักเป็นผู้ป่วยอาการโคม่า ลอกพืชเหล่านี้ออกเพื่อให้ดินแห้งเร็วยิ่งขึ้น ส่วนที่ยังน่ารอดให้ขุดขึ้นมา ตัดรากส่วนที่เน่าออกและให้ไปพักฟื้นตามกระถางชั่วคราวก่อน
งดให้น้ำให้อาหารชั่วคราวเพราะรากยังไม่ค่อยแข็งแรง จนเริ่มฟื้นตัวแล้วถึงจะให้น้ำแต่น้อย หลังจากนั้นจึงให้อาหารและฮอร์โมนเร่งการเจริญเติบโตของรากได้ ไม้ผลป้อนอาหารทางใบ 30-40 กรัมผสมธาตุอาหารย่อย (เช่นโปรแตสบำรุงราก) 5 กรัม คอปเปอร์ออกซีคลอไรด์ผสมน้ำ 20 ลิตรฉีดรดกับไม้ผล 2-3 ครั้ง ห่างกันครั้งละ 3 วันเพื่อป้องกันเชื้อราและฟื้นฟูสภาพ
เมื่อต้นใหญ่เริ่มฟื้นตัวจึงค่อยปรับปรุงสวนใหม่ ปรับความลาดเทของพื้นที่ ปรับดินให้ร่วนซุยขึ้นเพื่อการระบายน้ำ นอกจากนี้อาจจะลงพรรณไม้ที่ทนทานต่ออุทกภัย เช่น โมก จิกน้ำ กุ่มน้ำ ไทร เป็นต้น พืชขนาดเล็กก็เลือกพืชริมน้ำ เพื่อที่ฝนต่อไปจะได้ไม่สูญเสียนัก
แต่ทั้งนี้ ปัจจัยอื่นที่ทำให้ต้นไม้ฟื้นจากอาการไข้น้ำเร็วขึ้นก็คือ ชนิด ความแข็งแรงทนทาน ระยะเวลาการเติบโตของพืช นอกจากนี้พืชที่ได้รับการตัดแต่งกิ่งจะฟื้นตัวได้เร็ว ส่วนพืชที่ติดดอกออกผลมาก อาหารสะสมในต้นจะถูกดึงไปทดแทนจึงอ่อนแอลงอย่างรวดเร็ว
ย่างเข้าเดือนหก ฝนก็ตกปรอย ๆ พี่ยังมาหลงยืนคอย
ทีนี้ก็ไม่ต้องยืนคอยความเหี่ยวเฉาของต้นไม้แสนรักหลังน้ำท่วมกันอีกถ้ารู้จักเตรียมตัวรับสถานการณ์กันแต่เนิ่น ๆ และพร้อมที่จะลงมือเยียวยาถ้าเกิดสิ่งที่ไม่ได้คาดคิดขึ้น