ซับน้ำตาให้ต้นไม้หลังอุทกภัย

 “ย่างเข้าเดือนหก ฝนก็ตกพรำ ๆ กบมันก็ร้องงึมงำ ระทมไปทั่วท้องนา…” ยามสายฝนหลั่งไหลลงมาจากฟากฟ้า ไม่ใช่แค่กบเพียงอย่างเดียวที่จะส่งเสียงร้องระงม ต้นไม้ต้นไร่ในสวนต่างก็ครึกครื้นไปกับความชุ่มฉ่ำนั้นเพราะเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าความเขียวชอุ่มจะกลับมาเยือนอีกครั้ง

“เขาบอกว่าฟ้าร้องไห้ออกมาเป็นฝน…” สายฝนที่หลั่งรินในยามเหงาอดคิดไม่ได้ว่าเป็นน้ำตาจากท้องนภา ใครนะทำให้ฟ้าเสียใจร้องไห้อยู่ทุกเมื่อเชื่อวันจนไม่ได้ยินเสียงสะอื้นที่ดังซ้อนขึ้นมาจากคนใกล้ พอเหลียวหลังหันมามอง…เจ้าของเสียงนั้น…ต้นไม้ในสวน แรก ๆ ก็สุขใจที่ได้รับความชุ่มฉ่ำแห่งหยาดพิรุณแต่นานวันกลับแปรเปลี่ยนเป็นทุกข์ระทมเมื่อต้องจมอยู่ในนครบาดาลจำลองอันเกิดจากสายฝนกระหน่ำ

 ปัญหาในหน้าฝนที่เกิดกับสวนหรือสนามหญ้ามักจะเป็นน้ำท่วมขังที่ระบายไม่ทันอันเกิดจากฝนตกติดต่อกันหลาย ๆ วัน ส่งผลถึงการดูดน้ำดูดอาหารของพืชจนไม่สามารถนำไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ได้ อันจะเกิดผลร้ายในภายหลัง ยังไม่สายเกินการณ์ที่ช่วยเหลือต้นไม้ที่ประสบอุทกภัยให้กลับมาเริงร่าอีกครั้ง


เริ่มด้วยการสูบน้ำออกโดยเร็วเพราะรากพืชที่จมอยู่ใต้น้ำจะขาดออกซิเจน สำหรับต้นไม้ใหญ่มีวิธีรับมือก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์เลวร้ายเช่นนี้ได้ด้วยการขุดหลุมเล็ก ๆ ห่างจากรากพืชเล็กน้อย (แต่อย่าให้ไปโดนรากนะ) เมื่อน้ำเริ่มท่วมก็วิดน้ำออกจากหลุมทันที ถ้าลืมก็ลงโทษตัวเองด้วยการวิดพื้น แต่ถ้าระบายไม่ทันก็มีอีกทางเลือกหนึ่งคือเพิ่มออกซิเจนในน้ำให้ด้วยการพ่นน้ำหรือใช้กังหันตีน้ำไม่ให้นิ่ง

หลังน้ำลดมดไม่ได้กินปลา แต่ดินจะเปียกและไม่ควรลงไปเหยียบย่ำเพราะดินจะอัดตัวแน่นจนขาดออกซิเจน ที่เลวร้ายคือน้ำหนักตัวของเราจะทำให้รากพืชที่บอบช้ำอยู่แล้วขาดได้ จึงควรรอสักนิดให้ดินแห้งก่อนแล้วค่อยสำรวจความเสียหาย


ทีนี้ก็ตรวจอาการเป็นรายต้นกันเลย จุดที่สังเกตง่ายที่สุดคือ “ใบ” ที่จะออกอาการเหี่ยวก่อนเพราะดูดน้ำไม่ได้ ต้นที่ยังแค่เจ็บป่วยขั้นต้นให้รีบเยียวยาก่อนด้วยการตัดแต่งกิ่งให้โปร่ง เพื่อลดการคายน้ำและแสงแดดส่องได้ทั่วถึง อาการแทรกซ้อนจากโรคและแมลงจะได้ไม่ตามมา หญ้าและพืชคลุมดินมักเป็นผู้ป่วยอาการโคม่า ลอกพืชเหล่านี้ออกเพื่อให้ดินแห้งเร็วยิ่งขึ้น ส่วนที่ยังน่ารอดให้ขุดขึ้นมา ตัดรากส่วนที่เน่าออกและให้ไปพักฟื้นตามกระถางชั่วคราวก่อน

งดให้น้ำให้อาหารชั่วคราวเพราะรากยังไม่ค่อยแข็งแรง จนเริ่มฟื้นตัวแล้วถึงจะให้น้ำแต่น้อย หลังจากนั้นจึงให้อาหารและฮอร์โมนเร่งการเจริญเติบโตของรากได้ ไม้ผลป้อนอาหารทางใบ 30-40 กรัมผสมธาตุอาหารย่อย (เช่นโปรแตสบำรุงราก) 5 กรัม คอปเปอร์ออกซีคลอไรด์ผสมน้ำ 20 ลิตรฉีดรดกับไม้ผล 2-3 ครั้ง ห่างกันครั้งละ 3 วันเพื่อป้องกันเชื้อราและฟื้นฟูสภาพ

เมื่อต้นใหญ่เริ่มฟื้นตัวจึงค่อยปรับปรุงสวนใหม่ ปรับความลาดเทของพื้นที่ ปรับดินให้ร่วนซุยขึ้นเพื่อการระบายน้ำ นอกจากนี้อาจจะลงพรรณไม้ที่ทนทานต่ออุทกภัย เช่น โมก จิกน้ำ กุ่มน้ำ ไทร เป็นต้น พืชขนาดเล็กก็เลือกพืชริมน้ำ เพื่อที่ฝนต่อไปจะได้ไม่สูญเสียนัก

แต่ทั้งนี้ ปัจจัยอื่นที่ทำให้ต้นไม้ฟื้นจากอาการไข้น้ำเร็วขึ้นก็คือ ชนิด ความแข็งแรงทนทาน ระยะเวลาการเติบโตของพืช นอกจากนี้พืชที่ได้รับการตัดแต่งกิ่งจะฟื้นตัวได้เร็ว ส่วนพืชที่ติดดอกออกผลมาก อาหารสะสมในต้นจะถูกดึงไปทดแทนจึงอ่อนแอลงอย่างรวดเร็ว

“ย่างเข้าเดือนหก ฝนก็ตกปรอย ๆ พี่ยังมาหลงยืนคอย…” ทีนี้ก็ไม่ต้องยืนคอยความเหี่ยวเฉาของต้นไม้แสนรักหลังน้ำท่วมกันอีกถ้ารู้จักเตรียมตัวรับสถานการณ์กันแต่เนิ่น ๆ และพร้อมที่จะลงมือเยียวยาถ้าเกิดสิ่งที่ไม่ได้คาดคิดขึ้น