3. ผู้ประกอบการสามารถปลอดจำนองที่ดินจัดสรรเฉพาะส่วนที่เป็นสาธารณูปโภค โดยไม่ต้องปลอดจำนองส่วนที่เป็นเป็นแปลงขายเหมือนเช่นกฎหมายเดิมได้ ซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการได้ประโยชน์จากการขอสินเชื่อจากสถาบันการเงิน เพราะสถาบันการเงินไม่ต้องสละหลักประกันทั้งหมดเหมือนเช่นที่ผ่านมาในอดีต
4. ผู้ประกอบการจะต้องจัดทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินจัดสรรให้สอดคล้องกับสัญญามาตรฐานที่คณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลางกำหนด ถึงแม้ว่าตามกฎหมายจะไม่มีไม่มีบทลงโทษผู้ประกอบการที่ฝ่าฝืนก็ตาม แต่ตามกฎหมายถือว่าข้อความที่ขัดแย้งกับสัญญามาตรฐานที่คณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลางกำหนดจะเป็นโมฆะ ทำให้ไม่สามารถบังคับผู้ซื้อได้
5. ผู้ประกอบการมีหน้าที่ต้องชำระเงินเพื่อการจัดการสาธารณูปโภคบางส่วนตามที่คณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลางกำหนด ทั้งนี้ไม่ว่าจะโดยการที่ผู้ซื้อจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร หรือผู้ประกอบการได้รับอนุญาตให้ดำเนินการจากคณะกรรมการก็ตาม เพื่อเป็นเงินเริ่มต้นในการจัดการสาธารณูปโภคในโครงการนั้น
นอกจากนี้ผู้ประกอบการยังต้องเข้าเป็นสมาชิกของนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร หรือนิติบุคคลอื่นดังกล่าวเช่นเดียวกับผู้ซื้อรายอื่น ๆ และต้องรับภาระค่าใช้จ่ายรายเดือนเช่นกันจนกว่าจะขายหมด โดยชำระให้กับนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร หรือนิติบุคคลอื่นดังกล่าว หากไม่ชำระจำนวนเงินตามที่คณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลางกำหนด คณะกรรมการจะบังคับตามหนังสือค้ำประกัน
- หากค้างชำระในฐานะสมาชิก จะต้องชำระค่าปรับตามที่คณะกรรมการกำหนด
- หากค้าง 3 เดือนติดต่อกัน จะถูกระงับการให้บริการหรือการใช้สิทธิในสาธารณูปโภค
- หากค้าง 6 เดือนติดต่อกัน พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจระงับการโอนกรรมสิทธิ์ก็ได้
เรื่องของผลกระทบยังไม่หมดแค่นี้ เพราะยังมีอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งได้รับผลกระทบด้วยเช่นกัน จะเป็นใครนั้น คราวหน้าจะมาเฉลยให้ทราบ