ผลกระทบของพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดินฉบับใหม่ที่เกิดกับผู้ประกอบการ

เรื่องโดย ชูเกียรติ จูมทอง


ตอนที่แล้วได้กล่าวถึงผลกระทบของพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดินฉบับใหม่กับผู้ซื้อไปแล้ว มาตอนนี้ จะขอกล่าวถึงผลกระทบที่เกิดกับผู้ประกอบการบ้าง

1. ผู้ประกอบการจะต้องขอจัดสรรที่ดินในส่วนของที่ดินที่เป็นโฉนดที่ดิน และที่ดินที่เป็น น.ส. 3 หรือ น.ส. 3 ก. เป็นการเพิ่มเติมด้วย

2. นอกจากผู้ค้ำประกันจะต้องวางหนังสือค้ำประกันในส่วนของสาธารณูปโภคแล้ว ผู้ประกอบการยังต้องวางหนังสือค้ำประกันการบำรุงรักษาสาธารณูปโภคเป็นการเพิ่มเติมด้วย โดยหนังสือค้ำประกันดังกล่าวจะต้องเป็นหนังสือค้ำประกันของธนาคาร หรือสถาบันการเงินที่คณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลางให้ความเห็นชอบ เพื่อค้ำประกันการบำรุงรักษาสาธารณูปโภคที่ผู้ประกอบการจัดให้มี โดยคณะกรรมการจะเป็นผู้กำหนดวงเงินการค้ำประกัน

กรณีที่ผู้ประกอบการไม่ดำเนินการบริหารตามที่กำหนด คณะกรรมการจะสามารถเรียกให้ผู้ค้ำประกันชำระเงิน หรือดำเนินการจัดการสาธารณูปโภคที่ค้ำประกันได้ แต่หากจำนวนเงินที่จะใช้ในการจัดการสาธารณูปโภคไม่พอและขาดอยู่เท่าใด คณะกรรมการสามารถเรียกเอากับผู้ประกอบการเพิ่มเติมได้ และการวางค้ำประกันสาธารณูปโภคไม่สามารถวางเป็นส่วน ๆ เหมือนเช่นที่กำหนดในกฎหมายจัดสรรเดิมได้อีกต่อไป จะต้องวางค้ำประกันสาธารณูปโภคทั้งโครงการ


3. ผู้ประกอบการสามารถปลอดจำนองที่ดินจัดสรรเฉพาะส่วนที่เป็นสาธารณูปโภค โดยไม่ต้องปลอดจำนองส่วนที่เป็นเป็นแปลงขายเหมือนเช่นกฎหมายเดิมได้ ซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการได้ประโยชน์จากการขอสินเชื่อจากสถาบันการเงิน เพราะสถาบันการเงินไม่ต้องสละหลักประกันทั้งหมดเหมือนเช่นที่ผ่านมาในอดีต

4. ผู้ประกอบการจะต้องจัดทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินจัดสรรให้สอดคล้องกับสัญญามาตรฐานที่คณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลางกำหนด ถึงแม้ว่าตามกฎหมายจะไม่มีไม่มีบทลงโทษผู้ประกอบการที่ฝ่าฝืนก็ตาม แต่ตามกฎหมายถือว่าข้อความที่ขัดแย้งกับสัญญามาตรฐานที่คณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลางกำหนดจะเป็นโมฆะ ทำให้ไม่สามารถบังคับผู้ซื้อได้

5. ผู้ประกอบการมีหน้าที่ต้องชำระเงินเพื่อการจัดการสาธารณูปโภคบางส่วนตามที่คณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลางกำหนด ทั้งนี้ไม่ว่าจะโดยการที่ผู้ซื้อจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร หรือผู้ประกอบการได้รับอนุญาตให้ดำเนินการจากคณะกรรมการก็ตาม เพื่อเป็นเงินเริ่มต้นในการจัดการสาธารณูปโภคในโครงการนั้น

นอกจากนี้ผู้ประกอบการยังต้องเข้าเป็นสมาชิกของนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร หรือนิติบุคคลอื่นดังกล่าวเช่นเดียวกับผู้ซื้อรายอื่น ๆ และต้องรับภาระค่าใช้จ่ายรายเดือนเช่นกันจนกว่าจะขายหมด โดยชำระให้กับนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร หรือนิติบุคคลอื่นดังกล่าว หากไม่ชำระจำนวนเงินตามที่คณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลางกำหนด คณะกรรมการจะบังคับตามหนังสือค้ำประกัน

  • หากค้างชำระในฐานะสมาชิก จะต้องชำระค่าปรับตามที่คณะกรรมการกำหนด
  • หากค้าง 3 เดือนติดต่อกัน จะถูกระงับการให้บริการหรือการใช้สิทธิในสาธารณูปโภค
  • หากค้าง 6 เดือนติดต่อกัน พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจระงับการโอนกรรมสิทธิ์ก็ได้

เรื่องของผลกระทบยังไม่หมดแค่นี้ เพราะยังมีอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งได้รับผลกระทบด้วยเช่นกัน จะเป็นใครนั้น คราวหน้าจะมาเฉลยให้ทราบ






เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ผู้ซื้อจะได้อะไรจากกฎหมายจัดสรรใหม่
การบริหารหมู่บ้านตามกฎหมายจัดสรรใหม่