เรียนรู้เรือโบราณที่พิพิธภัณฑ์เรือจิ๋ว

เรื่องและภาพโดย พรชัย พงษ์สุกิจวัฒน์

พิพิธภัณฑ์เรือจิ๋ว ซ.รามคำแหง 174 โทร.0 2517 2080


Click to enlarge

เรือลำจิ๋วที่เห็นจอดเรียงรายในห้องเล็ก ๆ ภายในบ้านหลังนี้ หากลองหลับตาแล้วจินตนาการดู จะพบว่าพวกมันล้วนเคยโลดแล่น ทำหน้าที่ของตนเองในแม่น้ำสายต่าง ๆ ของเมืองไทยทั้งสิ้น แต่ในวันที่การคมนาคมเจริญก้าวหน้าขึ้น เรือเหล่านี้จึงทำได้เพียงจอดนิ่ง ๆ ในรูปแบบของโมเดลจำลองเท่านั้น

 

พิพิธภัณฑ์เอกชนส่วนใหญ่มักมีต้นกำเนิดไม่แตกต่างกัน คือเกิดจากการสะสมของที่เจ้าของชื่นชอบและเสาะแสวงหามา พิพิธภัณฑ์เรือจิ๋วแห่งนี้ก็มีจุดกำเนิดมาจากความชอบของเจ้าของเช่นกัน เพียงแต่ว่าของที่สะสมและใช้โชว์ในพิพิธภัณฑ์นั้นเป็นของที่เจ้าของและทีมงานประดิษฐ์ขึ้นมาเอง

 

หากจะย้อนความกลับไปถึงที่มาที่ไปของการกำเนิดพิพิธภัณฑ์...ต้องบอกว่านี่คือพิพิธภัณฑ์ที่สร้างความภาคภูมิใจให้กับผู้ก่อตั้งอย่างอ.กมล วิบูลกิจธนากรอย่างแท้จริง โดยคุณฐากรผู้เป็นลูกชายและปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นผู้จัดการทั่วไปของพิพิธภัณฑ์เล่าให้ฟัวด้วยสีหน้าปลาบปลื้มว่า


Click to enlarge Click to enlarge Click to enlarge

“พ่อของผมได้รับเกียรติอันสูงส่งต่อวงศ์ตระกูลจากการได้ไปเรียนต่อเรือใบมด, ซูเปอร์มดและไมโครมดจากในหลวง พระองค์ทรงออกแบบเรือใบทั้ง 3 ชนิด โดยตอนที่ออกแบบเรือไมโครมดนั้น พระองค์ตรัสถามความเห็นจากหลาย ๆ ท่านซึ่งถวายงาน มีพระองค์เจ้าพีระที่เห็นแย้งและบอกว่าต้องแก้ไขในบางส่วน...”

 

ด้วยน้ำพระทัยที่กว้างขวาง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงตรัสให้พระองค์เจ้าพีระสร้างเรือใบขึ้นมาลำหนึ่ง ส่วนพระองค์จะสร้างอีกลำเพื่อนำมาแข่งกัน โดยมีเงื่อนไขว่าต้องใช้ไม้อัดเพียงแผ่นเดียว ครั้งนั้นพระองค์เจ้าพีระส่งอ.กมลที่เคยร่วมงานด้วยกันมาเข้าเรียนวิชาต่อเรือแทน เนื่องจากพระองค์ไม่มีความรู้ด้านช่างไม้

 

อ.กมลร่ำเรียนวิชาต่อเรือใบจากในหลวงจนสำเร็จแล้ว พระองค์ก็ตรัสกับท่านว่า "ทำเป็นแล้ว ให้สอนคนอื่นต่อไปด้วย” พระราชดำรัสครั้งนั้นจำฝังใจของอ.กมลมาตลอด เพียงแต่ท่านมิสามารถทำได้อย่างจริงจังเพราะการสร้างเรือใบแต่ละลำมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูงและพอสร้างขึ้นมาแล้ว ด้วยขนาดก็อาจจะหาที่เก็บลำบาก


Click to enlarge Click to enlarge Click to enlarge

แต่เพราะต้องการสนองพระราชดำรัส อ.กมลจึงสร้างเรือจำลองขนาดเล็กขึ้นมาแทน นอกจากประดิษฐ์เรือใบทั้ง 3 ประเภทจำลองแล้ว อ.กมลยังประดิษฐ์เรือชนิดต่าง ๆ จำลองขึ้นมาอีกด้วย สร้างชื่อเสียงเป็นที่เลื่องลือจากการนำเรือจิ๋วกว่าร้อยลำออกแสดงในงานนิทรรศการ “300 ปีเรือไทย”...และนั่นแหละการถือกำเนิดของพิพิธภัณฑ์เรือจิ๋ว

 

พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เป็นห้องบนชั้นลอยในบ้านของคุณฐากรเอง มีขนาดกะทัดรัด ต่อด้วยไม้ ทาสีขาวและสีเขียวดูสบายตา บนผนังห้องมีตัวอักษรเขียนว่า “กษัตริย์นักต่อเรือ” โดดเด่นเป็นสง่าอยู่ใต้หน้าต่างของห้องทั้ง 2 บาน ตัวอักษรนี้ คุณฐากรได้แรงบันดาลใจจากการจัดนิทรรศการเทิดพระเกียรติในหลวงในชื่องานเดียวกันนี้

 

ภายในพิพิธภัณฑ์มีเรือจำลองจัดแสดงอยู่มากมายหลายชนิดทั้งเรือใบมดและซูเปอร์มด, เรือใหญ่สำหรับการขนส่งของพ่อค้าสมัยก่อน, เรือแจวของชาวบ้าน รวมไปถึงเรือต่างประเทศสวย ๆ ส่วนบริเวณใต้ถุนนั้นคุณฐากรใจดีใช้เป็นสถานที่สอนการต่อเรือสำหรับเยาวชนและประชาชนทั่วไปที่สนใจร่ำเรียนวิชานี้


Click to enlarge Click to enlarge Click to enlarge

“จุดเด่นของเรือไทย...ส่วนมากทำมาจากไม้ แล้วไม้ที่ช่างเรือใช้ในสมัยก่อนมีอยู่ 2 อย่างเท่านั้นคือไม้สักและไม้ตะเคียน ความที่เป็นไม้จึงต้องมีการดูแลรักษาเป็นพิเศษ แล้วสมัยก่อนคนส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในเรือ ใช้เรือเป็นที่ดำเนินชีวิตประจำวัน...ซึ่งผมยังอยากให้อะไรแบบนี้ยังมีให้เห็นอยู่ต่อไปนะ” คุณฐากรอธิบาย

 

ส่วนเรือจำลองที่พิพิธภัณฑ์เรือจิ๋วต่อขึ้นมานั้นใช้ไม้สักทำในจำนวนถึง 99% อีกเศษเปอร์เซ็นต์ที่เหลือเป็นการใช้ไม้อย่างอื่นมาต่อตามแต่ลูกค้าแต่ละคนต้องการ แต่ไม่ว่าจะใช้ไม้อะไรก็ตาม คุณฐากรจะเน้นการไม่ใช้ตะปูในการต่อเรือเสมอเพราะการใช้สลักไม้เช่นนี้เป็นภูมิปัญญาในการต่อเรือของคนโบราณอย่างแท้จริง

 

นอกจากจะมีเรือจำลองสวย ๆ ให้ชม, มีการอบรมการต่อเรือแล้ว ทางพิพิธภัณฑ์ยังร่วมมือกับหน่วยงานของรัฐหลาย ๆ แห่ง เช่น การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เป็นต้น จัดอบรมการแล่นเรือใบซูเปอร์มดของจริงด้วย ผู้จัดการทั่วไปคนเก่งแห่งพิพิธภัณฑ์เรือจิ๋วอธิบายงานในสโคปนี้ให้ฟัง จนชวนให้อยากไปลิ้มลองแล่นเรือใบสักครั้งว่า


Click to enlarge Click to enlarge Click to enlarge

“เราอยากทำเพื่อให้ทุกคนรู้ว่าเรือใบแบบนี้ไม่จำเป็นต้องเล่นที่ทะเล แค่อ่างเก็บน้ำก็สามารถเล่นได้และประเทศไทยเรามีอ่างเก็บน้ำแทบทุกจังหวัด การเล่นเรือใบแบบนี้ไม่ได้ยากอย่างที่คิด ขอเพียงว่ายน้ำเป็นก็สามารถเล่นเรือใบได้เพราะจะได้ไม่กลัวน้ำเนื่องจากธรรมชาติของเรือใบแบบนี้ต้องมีล่มอยู่แล้ว”

 

แล่นเรือใบท่ามกลางสายน้ำใสและสายลมอ่อน ๆ ช่างเป็นความสุขประดุจความฝันสำหรับทุกคนที่รักการแล่นเรือ...หากแต่พอลืมตาตื่นขึ้นมาจากความฝันนั้น แล้วพบความจริงว่าแม่น้ำเกือบทุกสายในประเทศไทย ปัจจุบันมีปริมาณเรือที่น้อยลงจากวันเก่า ๆ อย่างเห็นได้ชัด...และหากสักวันหนึ่งที่เรือต้องหายไปจากท้องน้ำจริง ๆ ล่ะ?

 

“คงเสียดายแย่...ที่เรือจริง ๆ จะหายไปจากแม่น้ำ ทุกวันนี้ก็หายไปเยอะแล้ว นอกจากนี้พิพิธภัณฑ์หลายที่ที่เก็บเรือต่างเหล่านี้ไว้ ก็ไม่ค่อยมีใครสนใจเท่าไหร่ อยากให้สื่อได้เผยแพร่เพื่อรู้จักเรือเหล่านี้ให้มากขึ้น นี่คือจุดมุ่งหมายสำคัญของพิพิธภัณฑ์นี้และเราพยายามจะอยู่เพื่อจุดนี้ให้ได้” คุณฐากรปิดท้ายอย่างมุ่งมั่น




เรื่องที่เกี่ยวข้อง
รู้จักกับเรือหลากแบบ…บ้านของคนไทยยุคก่อน