เรียนรู้ธรรมะในช่วงหน้าร้อน

เรื่องโดย พรชัย พงษ์สุกิจวัฒน์

เอื้อเฟื้อภาพโดย วัดไตรมิตรวิทยาราม


Click to enlarge

ยุคที่โลกก้าวไกลจนถูกความเจริญด้านวัตถุเข้าครอบงำด้านจิตใจนั้น “วัด” กลายเป็นสถานที่ที่คนรุ่นใหม่หลงลืมไป ทั้ง ๆ ที่ในอดีตวัดถือว่าเป็นศูนย์กลางของชุมชนแบบไทย ๆ จึงไม่แปลกที่ในปัจจุบันนี้ เยาวชนไทยหลาย ๆ คนเลือกจะมีช่วงเวลาปิดเทอมหน้าร้อนไปกับการท่องเที่ยวในที่ต่าง ๆ

 

แต่กิจกรรมที่น่าสนใจและเป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับเยาวชนในช่วงปิดเทอมใหญ่ก็คือ “กิจกรรมบวชสามเณรภาคฤดูร้อน” ซึ่งมีจุดประสงค์หลักคือต้องการให้เยาวชนได้ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ด้วยการเรียนรู้คำสอนของพระพุทธเจ้า, ได้ฝึกวินัยด้านต่าง ๆ ตามแบบพระสงฆ์ รวมทั้งเพื่อเรียนรู้การใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นด้วย

 

วัดไตรมิตรวิทยารามเป็นอีกวัดหนึ่งที่จัดกิจกรรมนี้ขึ้นมา โดยหากจะเท้าความถึงความสำคัญของการบวชแล้วล่ะก็...ในสมัยก่อนชายไทยที่มีอายุครบ 21 ปีบริบูรณ์ถือเป็นหน้าที่เลยที่จะต้องบวชเรียน เพื่อเป็นการสืบสานพระพุทธศาสนาต่อไป แต่หากอายุยังไม่ถึง แต่มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนาก็สามารถบวชเป็นสามเณรได้เช่นกัน


Click to enlarge Click to enlarge

“พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติว่าคนที่บวชต้องถือศีล, เจริญจิตภาวนา, ทำจิตเป็นสมาธิ แต่จุดมุ่งหมายจริง ๆ คือต้องการให้คนที่บวชได้ฝึกตนเอง เมื่อฝึกได้ในระดับนึงก็สามารถนำไปเผยแพร่ได้ เราถือกันว่าการบวชพระและบวชเณรเป็นการสืบทอดอายุของพุทธศาสนา” พระมหามงคล ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดไตรมิตรฯบอกกล่าว

 

นอกจากนี้บุญกุศลที่ได้จากการบวชนั้นถือว่ายิ่งใหญ่มาก พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่าคนที่จะนับว่าเป็นญาติทางพระพุทธศาสนาได้ต้อง “บวช” บุญกุศลที่เกิดจากการบวชนั้นส่งผลไปถึงบิดา-มารดา รวมทั้งผู้มีอุปการคุณต่าง ๆ จึงถือเป็นประเพณีว่าถ้าหากใครมีลูกผู้ชายแล้ว พอเขามีอายุพอจะรับผิดชอบได้ในระดับหนึ่งก็สามารถบวชเณรได้

 

ความแตกต่างของการบวชพระกับการบวชสามเณร นอกจากเรื่องอายุของผู้บวชแล้ว ยังมีความแตกต่างข้ออื่น ๆ อีก จากปัจจัยเรื่องวุฒิภาวะ รวมทั้งเงื่อนไขในการบวชด้วย ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดไตรมิตรฯอธิบายความตรงนี้ไว้ว่า “ภาวะความเป็นเด็กทำให้การรักษาศีลมีแค่ 10 ข้อ ส่วนระดับการปฏิบัติก็จะไม่เหมือนพระ”


Click to enlarge Click to enlarge Click to enlarge

แม้สามเณรจะไม่ถือว่าเป็น 1 ในพุทธบริษัทสี่ แต่ตามพุทธประวัติแล้ว สามเณรถือกำเนิดขึ้นมาตั้งแต่ยุคแรก ๆ โดยสามเณรคนแรกของพุทธศาสนาคือพระราหุลกุมาร พระราชโอรสของพระพุทธเจ้านั่นเอง เหตุการณ์ครั้งนั้นบังเกิดขึ้นเมื่อครั้งพระพุทธเจ้าเสด็จเยี่ยมพระเจ้าสุทโธทนะ แล้วพระองค์ทรงมอบ “มรดกทางธรรม” ชิ้นนี้ให้แก่พระโอรส

 

สิ่งที่สำคัญที่สุดอย่างแรกสำหรับเด็ก ๆ ที่จะมาบรรพชาสามเณรในภาคฤดูร้อนไม่ว่าจะเป็นที่วัดใดก็คือเด็ก ๆ เหล่านั้นต้องเต็มใจ รวมทั้งต้องได้รับความยินยอมจากผู้ปกครองเสียก่อน โดยพิธีบวชสามเณรภาคฤดูร้อนของวัดไตรมิตรวิทยารามเริ่มต้นขึ้นในเวลา 11.00 น. ซึ่งทั้งผู้บรรพชาและญาติผู้ปกครองจะมาพร้อมกันที่ศาลาของวัด

 

จากนั้นเวลาเที่ยงตรงผู้บรรพชาทั้ง 78 คนซึ่งแต่ละคนสวมชุดสีขาวเรียบร้อยแล้ว จะมารวมกันที่ห้องภายในศาลาเพื่อทำการเช็คชื่อและฟังคำแนะนำต่าง ๆ จากพระพี่เลี้ยง ครึ่งชั่วโมงต่อมาพิธีบวชอย่างเป็นทางการจึงเริ่มขึ้น เมื่อผู้บรรพชาเดินออกมาที่โถงศาลาแล้วนั่งเรียงแถวกันอย่างเป็นระเบียบ


Click to enlarge Click to enlarge Click to enlarge

เจ้าอาวาสของวัดจะเป็นผู้นำการปลงผม ด้วยการใช้กรรไกรตัดปลายผมไล่ไปทีละคน จากนั้นญาติ ๆ ก็ทยอยกันเดินตัดผมให้แก่ผู้บวช ตามกันไปเรื่อย ๆ เรียงกันเป็นแถว ภาพเช่นนี้ดูไม่แตกต่างจากการตักบาตรเลย ผู้ปกครองทุกคนได้ร่วมทำบุญปลงผมให้แก่สามเณรทุกคน โดยผมที่ถูกตัดออกมานั้นจะต้องรองรับด้วยใบบัว

 

“การให้พระหรือญาติผู้ใหญ่เป็นผู้ขลิบผมจะเป็นสิริมงคลแก่ผู้บวช การขลิบจะใช้ใบบัวรองเส้นผมเนื่องจากผมเป็นของสูง และใบบัวก็เป็นของสำหรับบูชาพระอยู่แล้ว ไม่มีการทำให้ผมตกลงบนพื้นแล้วให้คนอื่นมาเหยียบเด็ดขาดเพราะคนโบราณมองว่าการกระทำแบบนี้ไม่เป็นสิริมงคล” พระมหามงคลอธิบาย

 

เมื่อผู้ปกครองหมุนเวียนกันปลงผมให้เด็ก ๆ ที่มาบวชจนครบแล้ว พระพี่เลี้ยงจึงทำการโกนหัวให้กับผู้บวชทั้งหมด จากนั้นจึงให้ผู้บวชได้สวมผ้าขาว ตอนนี้เด็ก ๆ ทุกคนได้ชื่อว่าเป็น “นาค” แล้ว จากนั้นจึงเข้าสู่พิธีบายศรีสู่ขวัญเพื่อให้ผู้บวชสำนึกบุญคุณของบิดา-มารดา รวมทั้งได้ขอขมาในการกระทำที่พลั้งพลาดแต่หนก่อนด้วย


Click to enlarge Click to enlarge Click to enlarge

เมื่อพ่อ-แม่อโหสิกรรมจนไม่มีสิ่งใดติดค้างคาใจอีกแล้ว พวกท่านก็จะมอบ “ผ้าไตร” เพื่อใช้เป็นเครื่องนุ่งห่มในการเข้าพิธีบวชต่อไป โดยหลังจากนั้นผู้บรรพชาทุกคน, เจ้าภาพและญาติ ๆ จะมาตั้งขบวนเพื่อเดินไปยังอุโบสถและเดินวนขวาเป็นจำนวน 3 รอบเพื่อรำลึกถึงพระรัตนตรัย โดยมีขบวนกลองยาวร่วมเล่นดนตรีฉลองไปด้วย

 

จากนั้นจึงต่อด้วยพิธีกรรมอุปสมบทในอุโบสถ ซึ่งเริ่มตั้งแต่การที่สามเณรรับศีลห้า, กล่าวคำขออุปฌาย์ เมื่อกล่าวรับเสร็จแล้ว พระอุปฌาย์จะให้โอวาทแก่ผู้บวชใหม่ทุกคน จากนั้นจึงให้ผู้บรรพชาไปนุ่งผ้าเหลือง โดยมีพระพี่เลี้ยงช่วยนุ่งให้ เสร็จแล้วผู้บรรพชาจะเข้ามารับศีล 10 ซึ่งเป็นศีลสำหรับสามเณร ก็เป็นการเสร็จพิธี

 

ในยุคที่คนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญต่อวัตถุมากกว่าสิ่งใด จนเริ่ม “ห่างวัด” การได้บวชเรียนแม้จะเป็นช่วงสั้น ๆ ก็น่าจะช่วยดึงจิตใจของพวกเขาให้ใส่ใจหลักธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเพิ่มขึ้น รวมทั้งได้สัมผัสว่าผ้าจีวรเหลืองอร่ามที่สวมใส่อยู่นั้นมิใช่เพียงมีสีสรรคล้ายทองคำเท่านั้น แต่กลับมีคุณค่ามากกว่าเสียอีก