พิพิธภัณฑ์ไม้สักทองที่วัดเทวราชกุญชร

เรื่องและภาพโดย พรชัย พงษ์สุกิจวัฒน์


Click to enlarge

พระอารามหลวงซึ่งวางตัวอยู่เงียบ ๆ บริเวณสี่เสาเทเวศร์แห่งนี้ กลายเป็นวัดที่มีชื่อเสียงขึ้นมาอย่างมากมาย โดยทุกอย่างเริ่มต้นเมื่อ 8 ปีที่แล้วจากการก้าวเข้ามาของเจ้าอาวาสคนปัจจุบัน ท่านพระเทพคุณาภรณ์ ที่ก่อให้เกิดการบูรณะปฏิสังขรณ์อาคารต่าง ๆ ภายในวัดจนสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น

 

นอกจากพระอุโบสถที่มีพุทธศาสนิกชนมากราบไหว้บูชาพระพุทธเทวราชปฏิมากรอย่างมากมาย, พระวิหารเพชรที่ประดิษฐานพระพุทธรูปศิลปะสมัยต่าง ๆ จำนวน 9 องค์, หมู่กุฏิทรงปั้นหยาซึ่งมีความงดงามแบบคลาสสิก ฯลฯ ซึ่งมีการปรับปรุงและบูรณะจนสวยงามขึ้นแล้ว ทางวัดยังมีการก่อสร้างศาสนาคารเพื่อประโยชน์ทางพุทธศาสนามากขึ้น

 

“คนมักมองว่าวัดเทวราชกุญชรเป็นวังเก่าหรือเปล่า? ความจริงแล้วไม่ใช่ อาคารสวย ๆ ที่เห็นเป็นกุฏิพระสงฆ์ทรงปั้นหยา 2 ชั้นซึ่งมีหลายหลัง ซึ่งทางวัดก็ได้สร้างอาคารแบบนี้เลียนแบบขึ้นอีกเรียกว่าอาคารสงฆ์พระมงคลนาวาวุธเป็นอาคารทรงปั้นหยาประยุกต์ 4 ชั้น” เจ้าอาวาสนักพัฒนาเล่า


Click to enlarge Click to enlarge Click to enlarge

อาคารทรงปั้นหยา 4 ชั้นที่มีความงดงามหลังนี้ใช้ประโยชน์เพื่อรองรับพระภิกษุสามเณรต่างจังหวัดที่ต้องการเข้ามาศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรมในกรุงเทพฯ นอกจากอาคารนี้แล้ว อาคารอีกหลังซึ่งโดดเด่นและกลายเป็นสถานที่ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวได้อย่างมากมายก็คือ “พิพิธภัณฑ์ไม้สักทอง”

 

อาคารพิพิธภัณฑ์หลังนี้มีลักษณะเป็นอาคารทรงปั้นหยาประยุกต์ 2 ชั้น ทำขึ้นมาจากไม้สักทั้งหลัง ภายในอาคารมีเสาไม้สักทองขนาด 2 คนโอบถึง 59 ต้นด้วยกัน ชั้นล่างจัดเป็นนิทรรศการชั่วคราว ปัจจุบันเสนอเกี่ยวกับประวัติของวัดและมูลนิธิศ.ดร.อุกฤษ มงคลนาวิน ส่วนชั้นบนถือเป็นไฮไลท์ที่ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง

 

“ท่านศ.ดร.อุกฤษและท่านผู้หญิงมณฑินี มงคลนาวินได้ถวายบ้านสักทองนี้แก่วัด อาตมาจึงเริ่มดำเนินการสร้างขึ้นมาใหม่จนเสร็จ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯและพระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาเสด็จมาเป็นประธานเปิดพิพิธภัณฑ์อาคารสักทองเมื่อวันที่ 21 มี.ค. 52” ท่านเจ้าอาวาสบรรยาย


Click to enlarge Click to enlarge Click to enlarge

ที่บอกว่าไฮไลท์ของพิพิธภัณฑ์นี้อยู่ชั้นบนของพิพิธภัณฑ์นั้นก็เพราะว่าบริเวณชั้น 2 มีการแบ่งห้องออกเป็นสามส่วนด้วยกัน แต่ละห้องมีความน่าสนใจและดึงดูดใจให้พุทธศาสนิกชนอยากมาที่นี่เพื่อสักการะบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งสิ้น โดยขอกล่าวเริ่มต้นจากห้องทางฝั่งซ้ายก่อน

 

ห้องนี้จัดแสดงรูปปั้นหุ่นไฟเบอร์กลาสเท่าพระองค์จริงของสมเด็จพระสังฆราชทั้ง 18 พระองค์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เพื่อให้ประชาชนผู้ศรัทธาได้กราบไหว้บูชาบูชา รวมทั้งศึกษาพระประวัติด้วย โดยทางวัดจัดเรียงลำดับตั้งแต่สมเด็จพระสังฆราชพระองค์แรกไล่ไปจนถึงสมเด็จพระสังฆราชองค์ก่อนหน้าพระองค์ปัจจุบัน

 

“น้อยคนนักที่จะรู้ประวัติความเป็นมาของสมเด็จพระสังฆราชแต่ละพระองค์ว่าประสูติเมื่อไหร่? ทรงดำรงตำแหน่งนานเท่าไหร่? และสิ้นพระชนม์เมื่อไหร่? ทางวัดมีนิทรรศการประวัติของสมเด็จพระสังฆราชทุกพระองค์ไว้ให้ศึกษาด้วย” พระเทพคุณาภรณ์อธิบาย พร้อมไขข้อข้องใจเกี่ยวกับสีของจีวรที่มีความแตกต่างกันว่า


Click to enlarge Click to enlarge Click to enlarge

“สีจีวรของสมเด็จพระสังฆราชต่างกันไปตามยุคของท่าน สมเด็จพระสังฆราชที่อยู่ในนิกายธรรมยุติจะห่มผ้าสีราชนิยมซึ่งเป็นสีเข้ม ๆ ส่วนสมเด็จพระสังฆราชที่สังกัดมหานิกายก็จะห่มสีเหลืองแบบที่เห็นทั่ว ๆ ไป” ในจำนวน 18 พระองค์มีเพียง 5 องค์เท่านั้นที่มีเชื้อสายราชวงศ์ สังเกตได้จากพระนามที่จะมีคำว่า “เจ้า” อยู่ด้วย

 

ห้องกลางของชั้น 2 จัดแสดงพระพุทธรูปสมัยต่าง ๆ บางองค์ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯพระราชทานให้กับทางวัด ส่วนห้องทางด้านขวาเป็นห้องที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุซึ่งอัญเชิญมาจากประเทศศรีลังกาและจะประดิษฐานอยู่ที่วัดเทวราชกุญชรตลอดไปตราบนานเท่านาน

 

“อาตมาอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุจากประเทศศรีลังกา โดยเป็นหัวหน้าคณะสงฆ์นำสาธุชนและพุทธบริษัทที่มีศรัทธาเลื่อมใสไปอัญเชิญมาประดิษฐานที่นี่เป็นการถาวร ซึ่งปีนี้เป็นปีพิเศษที่มีการสมโภชพระบรมสารีริกธาตุด้วย” ท่านเจ้าคุณพระเทพคุณาภรณ์เปิดเผย


Click to enlarge Click to enlarge Click to enlarge

การได้มาสักการะพระบรมสารีริกธาตุถือว่าเป็นมงคลแห่งชีวิตอย่างหนึ่งของพุทธศาสนิกชน ทั้งนี้เพราะพระบรมสารีริกธาตุเปรียบเสมือนตัวแทนของพระพุทธเจ้านั่นเอง แต่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เปรียบเสมือนเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจไม่ได้มีเพียงเท่านี้เพราะที่หน้าอาคารพิพิธภัณฑ์ก็มี “พระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ” ประดิษฐานอยู่

 

“ด้านหน้าของพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณจะมีจุดยืนอธิษฐานขอพรเพื่อเป็นการเสริมพลังและบารมี โดยทำเป็นเครื่องหมายพลังจักรวาลไว้เพื่อให้คนที่ต้องการบูชาหรือสักการะพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณได้มายืนที่จุดนี้ ตั้งจิตให้มั่นคง อธิษฐานขอพรจากพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ” ท่านเจ้าอาวาสว่า

 

แต่การเสริมพลังและบารมีที่ดีที่สุด คงมิใช่การได้มาสักการะบูชาพระบรมสารีริกธาตุ, หุ่นรูปปั้นสมเด็จพระสังฆราชทั้ง 18 รวมถึงประติมากรรมพระอินทร์ทรงช้างเพียงเท่านั้น เพราะพลังชีวิตที่เข้มแข็งที่สุดของมนุษย์คือผลกรรมอันเกิดจากการทำดีตามคำสั่งสอนของพระพุทธองค์เสียมากกว่า