หลวงไก่กับการสืบสานศิลปะปักษ์ใต้

เรื่องและภาพโดย พรชัย พงษ์สุกิจวัฒน์


Click to enlarge

หากเอ่ยชื่อ “สมพงษ์ กิจเที่ยง” แล้ว เชื่อว่าหลาย ๆ คนอาจจะไม่รู้จัก แต่หากเปลี่ยนมาเรียกว่า “หลวงไก่” ล่ะ เชื่อว่าแฟนเพลงลูกทุ่งคงรู้จักเป็นอย่างดีโดยเฉพาะแฟนเพลงชาวใต้ หลาย ๆ คนอาจจะฮัมเนื้อร้อง “คนมันบ้านเดียวกัน ๆ...” ตามไปอย่างสนุกสนานด้วยก็เป็นได้

 

แม้ชื่อเสียงเรียงนามจะยังเทียบชั้นศิลปินปักษ์ใต้รุ่นพี่อย่างเอกชัย ศรีวิชัยไม่ได้ก็ตาม แต่หากพูดถึงเรื่องสำนึกรักบ้านเกิดแล้วล่ะก็...หลวงไก่คนนี้ไม่เป็นรองแน่ ๆ ในการแสดงคอนเสิร์ตหลาย ๆ เวที เรามักได้เห็นเขาเชิดหุ่นหนังตะลุงพร้อมกับร้องเพลงตะลุงประกอบ สร้างความบันเทิงให้กับแฟนเพลงได้ไม่น้อย

 

คงจะไม่โอเวอร์เกินไปหากจะบอกว่าศิลปะพื้นบ้านปักษ์ใต้เกือบทุกแขนงนี่แหละที่หล่อหลอมให้หลวงไก่เป็นหลวงไก่แบบทุกวันนี้ โดยเฉพาะหนังตะลุงที่ฝังอยู่จิตวิญญาณของเขามาตั้งแต่เด็ก ๆ...เงาที่ทอดลงบนจอหนังผ่านแสงไฟ ปรากฏขึ้นมาเป็นตัวละคร บอกเล่าเรื่องราวสนุก ๆ สร้างความประทับใจให้หลวงไก่อย่างไม่มีวันลบเลือน


Click to enlarge

“ตั้งแต่จำความได้ แม่ก็อุ้มผมไปดูหนังตะลุงแล้ว ซึ่งผมก็หลับบ้าง ตื่นบ้างเพราะหนังตะลุงสมัยก่อนเล่นดึก ผมฝังใจผมมาตลอดเพราะมันเป็นรากเหง้าของผม” นักร้องลูกทุ่งสายเลือดสะตอเผยความรู้สึก ที่หนังตะลุงยุคโบราณต้องเล่นช่วงดึก ๆ นั้นเพราะต้องหลีกให้กับการแสดงแขนงอื่น ๆ ที่มีเครื่องเสียงดังกระหึ่มแสดงจบก่อนนั่นเอง

 

หนังตะลุงผ่านยุคที่บูมสุด ๆ ไปจนตกต่ำสุด ๆ มาแล้ว จากนั้นก็กลับมาได้รับความนิยมใหม่อีกครั้ง เพราะมีวัฏจักรที่ขึ้น ๆ ลง ๆ เช่นนี้นี่เองทำให้หลวงไก่มีความคิดที่จะอนุรักษ์และเผยแพร่ศิลปะแขนงนี้ให้ยังคงอยู่ต่อไปทั้งจากการเล่นช่วงสั้น ๆ ในคอนเสิร์ทของเขา รวมทั้งนำมาแสดงในร้านอาหารที่เขาเปิดขึ้นมาอย่าง “บ้านหนังลุง”

 

“ที่เปิดบ้านหนังลุงนั้น ไม่ใช่แค่ต้องการนำเสนอหนังตะลุงอย่างเดียว แต่ผมคิดไปถึงการอนุรักษ์ไว้เพราะศิลปะพื้นบ้านแบบนี้ ถ้าเราคนรุ่นหลังไม่ต่อยอดไว้ ต่อไปมันคงจะหายไป บางทีพ่อแม่ไม่ได้พาลูกกลับใต้ก็มาเรียนรู้ศิลปะภาคใต้ที่นี่ มันได้ต่อยอดด้วยซึ่งผมมองว่าตรงนี้สำคัญมาก” หลวงไก่ว่า


Click to enlarge

ลักษณะการแสดงหนังตะลุงคือการที่นายหนังนำตัวหนังที่ทำขึ้นจากหนังวัวมาเชิดหลังม่านผ่านไฟ ทำให้เกิดเป็นเงาบนฉากพร้อมกับพากย์เสียงไปด้วย นายหนังเพียงคนเดียวสามารถเชิดตัวละครได้หลากหลายตัว แถมยังให้เสียงที่แตกต่างกันไปตามลักษณะตัวละครอีกด้วย...ซึ่งนี่แหละเป็นสิ่งที่หลวงไก่มองว่า “มหัศจรรย์”

 

“เอกลักษณ์ของการเล่นหนังตะลุงมันอยู่ที่เสียงพากย์เพราะตัวหนังมีเป็นร้อยตัว แต่คนเล่นมีเพียงคนเดียว คน ๆ นี้ต้องเล่นได้หลายเสียง คล้าย ๆ นักพากย์ทั่วไปแต่หนังตะลุงคนพากย์ต้องทำเองทุกอย่าง แถมยังต้องใส่วิญญาณของตัวละครนั้น ๆ ให้กลมกลืนด้วย ใครที่ทำได้ผมคิดว่าสุดยอดมาก” หลวงไก่เทิดทูน

 

ผู้ที่รู้ดีที่สุดเห็นจะหนีไม่พ้นสมโภช แก้วนำ “เด็กปั้น” ของหลวงไก่ที่กำลังจะมีอัลบัมเพลงลูกทุ่งสำเนียงใต้ออกมาวางจำหน่ายในเร็ว ๆ นี้ เขารับหน้าที่พากย์หนังตะลุงให้กับการแสดงที่บ้านหนังลุงด้วย แม้จะยาก แต่ด้วยวิชาที่เคยฝึกฝนมาจากปรมาจารย์ศิลปินใต้อย่างเอกชัย ศรีวิชัยก็น่าจะช่วยเขาได้ไม่น้อย


Click to enlarge

“ตอนเด็ก ๆ ผมอยู่ในวงดนตรีของเอกชัย ศรีวิชัย เขามีความสามารถทางด้านศิลปะวัฒนธรรมชาวใต้หลายด้าน ผมจึงมีโอกาสได้รับวิชาเหล่านั้นมา” สมโภชหรือที่แฟนเพลงจะได้รู้จักกันในนาม “ตาโอ๋” เล่าประวัติ “ผมชอบหนังตะลุงมาตั้งแต่เด็ก ๆ ทึ่งที่นายหนังคนเดียวพากย์ได้หลายตัว แล้วเสียงก็ต่างกันออกไปด้วย”

 

นักร้องดาวรุ่งหน้าหล่อสาธยายถึงการพากย์เสียงหนังตะลุงว่า “เราต้องศึกษาแคแรคเตอร์แต่ละตัวเพราะมันมีเยอะมาก ๆ เป็นร้อยตัว เราต้องไม่พากย์ให้มันฉีกจากแนวที่เขาเป็นอยู่ด้วย อย่างหนูนุ้ยที่ขี้โม้ก็มีโทนเสียงอย่างนึง ยอดทองเสียงจะเข้มขึ้นมานิดนึง เป็นต้น”

 

ขณะเดียวกันการเชิดหุ่นก็มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่ากันเลย หลวงไก่อธิบายว่า “การเชิดหนังตะลุงมันขึ้นอยู่กับนายหนังว่าจะรำมือ จะปล่อยมืออย่างไร ถ้าเป็นเจ้าเมืองก็ต้องเชิดให้เป็นผู้ดี ตัวตลกสามารถเชิดให้ดูขี้เล่นหรือทะลึ่งได้ ตัวฤาษีหรือยักษ์ก็มีลักษณะอีกแบบหนึ่ง”


Click to enlarge

แม้การแสดงหนังตะลุงภายใน “บ้านหนังลุง” จะเป็นการประยุกต์ที่เอาความฮาและการเอนเตอร์เทนลูกค้าเป็นหลัก จนอาจจะขาดเสน่ห์ของหนังตะลุงที่แท้จริงไปบ้าง อย่างไรก็ตามนี่ก็ถือว่าเป็นความพยายามที่ดีของศิลปินชาวใต้กลุ่มหนึ่งที่ไม่ต้องการเห็นศิลปะที่พวกเขารักต้องสูญหายไป

 

“ที่เราเล่นแบบนี้เพราะต้องการอนุรักษ์ ถ้าเราไม่ทำ มันอาจจะหายไป แต่ถ้าเราทำ เด็ก ๆ อาจจะเริ่มสนใจ เริ่มต้นเราเล่นสั้น ๆ ถ้าเด็กได้ดูแล้วรู้สึกไม่พอ ก็อาจจะกลับไปศึกษาเพิ่ม...อาจจะลึกไปถึงรากเหง้าของมันเลย ผมคิดว่าการสอนเด็กรุ่นใหม่ ถ้าเราให้เขาไปสิบเต็มเลย เขารับไม่ไหวหรอก” หลวงไก่อธิบาย

 

“จริง ๆ แล้วหนังตะลุงเหมือนนิทานก่อนนอนที่พ่อแม่เล่าให้เราฟัง แต่หนังตะลุงมีภาพประกอบจึงดูสมจริงสมจังมาก แล้วก็เล่าเรื่องที่ไม่ซีเรียส ถ้าเป็นละครเรื่องนึงก็จะมีทั้งสาระ, ความเศร้า, บทตลกเฮฮา ตัวละครหลายตัวเป็นสื่อที่ดีมากในการถ่ายทอดเรื่องราวแบบนั้น ผมอยากให้ทุกคนหันมาใส่ใจหนังตะลุงนะ...” ตาโอ๋ช่วยเสริมเป็นการปิดท้าย




เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ร้านอาหารของคนรักหนังตะลุง