ร้านอาหารของคนรักหนังตะลุง

เรื่องและภาพโดย พรชัย พงษ์สุกิจวัฒน์


Click to enlarge

บนถนนพระราม 5 มีร้านอาหารตั้งอยู่เรียงรายมากมาย แต่มีอยู่ร้านหนึ่งที่ถีบตัวเองขึ้นมาให้โดดเด่นไม่น้อยหน้าร้านอื่น ๆ ไม่ใช่เพราะที่นี่มีนักร้องเพลงลูกทุ่งเป็นเจ้าของร้านหรอก แต่เป็นเพราะมีการนำศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านทางปักษ์ใต้ที่ไม่พบเห็นบ่อยนักในกรุงเทพฯมาทำการแสดงต่างหาก

 

ร้านอาหารร้านนี้มีชื่อว่า “บ้านหนังลุง” เป็นร้านอาหารขนาดกลางที่มีแบ่งพื้นที่สำหรับรับประทานอาหารออกเป็น 2 ส่วนคือ ส่วนกลางแจ้งซึ่งตั้งอยู่บริเวณหน้าเวทีและส่วนในร่มที่มีลักษณะเป็นอาคารไม้ 2 ชั้น บรรยากาศภายในร้านดูร่มรื่นแม้จะไม่ได้เน้นการตกแต่งเท่าไหร่นักก็ตาม

 

เจ้าของร้านดั่งที่เกริ่นนำมาแล้วว่าเป็นนักร้องลูกทุ่งมีชื่อจริง-นามสกุลจริงตามบัตรประชาชนว่า “สมพงษ์ กิจเที่ยง” แต่หากไม่คุ้นชื่อนี้ก็ขอเฉลยล่ะกันว่าเขาคือ “หลวงไก่” ศิลปินเพลงขวัญใจชาวใต้นั่นเอง จุดประสงค์ที่เขาเปิดร้านอาหารแห่งนี้ขึ้นมาก็เพื่อต้องการเผยแพร่ศิลปะพื้นบ้านของชาวใต้นั่นเอง


Click to enlarge Click to enlarge Click to enlarge

“ผมชอบศิลปะพื้นบ้านภาคใต้อยู่แล้วโดยเฉพาะหนังตะลุงและมโนราห์ มันเป็นรากเหง้าของผม ทำให้คิดอยากเปิดร้านอาหารที่มีศิลปะพื้นบ้าน แต่ต้องเข้าใจว่าร้านที่มีการแสดงหนังตะลุงแบบนี้ถ้าไปอยู่ที่ภาคใต้มันก็จะธรรมดา แต่หากไปอยู่ภาคอื่น มันก็จะกลายเป็นเอกลักษณ์ที่ใคร ๆ ก็อยากจะมาสัมผัส” หลวงไก่ว่า

 

ใช่แล้ว...ศิลปะพื้นบ้านที่หลวงไก่นำเข้ามาในร้านอาหาร “บ้านหนังลุง” ก็คือหนังตะลุงนั่นเอง จะเห็นได้ว่ามีรูปหนังตะลุงประดับประดาอยู่ตามมุมต่าง ๆ ของร้าน แต่ที่ถือว่าเป็นไฮไลท์สำคัญก็คือ ที่นี่มีการแสดงหนังตะลุงประยุกต์ในทุก ๆ ค่ำคืน โดยใช้เวลาแสดงประมาณ 20-30 นาทีสร้างความประทับใจให้กับแขกของร้านไม่น้อย

 

สำหรับผู้ที่ทำหน้าที่แสดงหนังตะลุงก็คือวงดนตรีประจำร้านนั่นเอง โดยมีคุณประยงค์ เพชรแก้วนักดนตรีคนหนึ่งในวงทำหน้าที่เป็นผู้เชิด มีคุณสมโภช แก้วนำนักร้องนำหน้าหล่อประจำวงซึ่งกำลังจะออกอัลบัมเพลงลูกทุ่งสำเนียงใต้ในนาม “ตาโอ๋” เป็นคนพากย์ ส่วนดนตรีบรรเลงนั้นเป็นวงดนตรีที่เล่นอยู่ตามปรกติอยู่แล้ว


Click to enlarge Click to enlarge Click to enlarge

“ร้านอาหารเราจะเริ่มด้วยการแสดงดนตรีก่อน เป็นสไตล์เพื่อชีวิต เน้นเพลงภาคใต้ที่ดัง ๆ จากนั้นช่วงพักจะมีการแสดงหนังตะลุงช่วงสั้น ๆ สัก 20-30 นาที หนังตะลุงของเราไม่ได้เล่นแบบโบราณ แต่เราเอามาประยุกต์โดยตาโอ๋ ซึ่งเป็นนักร้องนำ เขาจะเล่าเรื่องแบบแนว ๆ” หลวงไก่แจกแจงพร้อมกับเสริมว่า

 

“การเล่นในร้านอาหารแบบนี้เราเล่นเป็นเรื่องไม่ได้เพราะคนดูจะไม่เข้าใจ เราจึงเล่นกับลูกค้าแทน อาจจะแซวเขา อย่างตัวยอดทองที่มีแคแรคเตอร์เจ้าชู้ นายหนังที่นั่งพากย์อยู่ด้านหน้าพอเห็นลูกค้าหน้าตาดีก็อาจจะแกล้งแซว แกล้งขอเบอร์โทร อะไรแบบนี้ เราทำให้มันดูใหม่ ๆ ขึ้น”

 

ตามปรกติแล้วหนังตะลุงจะเล่นโดยคน ๆ เดียวควบหน้าที่ทั้งสองอย่างไม่ว่าจะเป็นการเชิดหรือการชัก แต่ที่บ้านหนังลุงเป็นการนำมาเล่นแบบประยุกต์จึงใช้ “นายหนัง” 2 คน คนหนึ่งเชิด อีกคนหนึ่งพากย์ เรียกว่าต้องอาศัยทีมเวิร์คกันพอสมควรเพราะส่วนใหญ่แล้วตาโอ๋คนพากย์จะเล่าเรื่องโดยการด้นสดเสมอ


Click to enlarge Click to enlarge Click to enlarge

“ก่อนจะขึ้นเล่นเราต้องดูลูกค้าว่ามาในอารมณ์ไหน พอจะเล่นกับเราได้หรือเปล่า ถ้าเล่นด้วยได้...ก็หยอดมุกลงไปหน่อย ส่วนโต๊ะไหนถ้าดูแล้วหน้าเครียด ๆ ก็เอาไว้ก่อนดีกว่าเพราะแซวอะไรไปอาจจะทำให้เขาไม่พอใจได้” ตาโอ๋เผยแนวทางการเล่นเพื่อมีส่วนร่วมกับแขกของร้าน

 

โครงเรื่องของหนังตะลุงที่เล่นในร้านดูไม่ซับซ้อน เป็นเรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ แล้วแต่การผูกเรื่องขึ้นสด ๆ ของคนพากย์ แนว ๆ วัยรุ่นเจอกัน จีบกัน โดยมีตัวละครที่เป็นตัวตลกทั้งสี่ตัว (ยอดทอง, เท่ง, บังสะหม้อและหนูนุ้ย) คอยปล่อยมุกตลกเป็นระยะ ๆ ตัวละครพูดคุยกันสลับกับการร้องเพลงเพราะ ๆ สร้างความบันเทิงให้กับคนดูให้เพลิน ๆ ได้

 

สำหรับคนภาคอื่นแล้ว นี่คือการทำความรู้จักศิลปะพื้นบ้านชาวใต้ในแบบเข้าใจได้ง่าย ๆ แต่สำหรับคนใต้แล้ว การชมการแสดงแบบนี้ถือเป็นการได้หวลคิดถึงบ้านเกิดเมืองนอนที่พวกเขารัก “คนใต้ที่มาทำงานในกรุงเทพฯ ผมเชื่อว่ามาที่นี่ต้องรู้สึกขนลุกแน่นอนเพราะว่าได้ฟังดนตรีพื้นบ้าน” หลวงไก่คุยแบบมั่นใจ


Click to enlarge Click to enlarge Click to enlarge

ในขณะที่ตาโอ๋เสริมว่า “คนที่จากภาคใต้มาทำงานในกรุงเทพฯ นาน ๆ ทีกว่าจะได้กลับบ้าน ซึ่งถ้ากลับบ้านก็คงไม่มีโอกาสไปดูหนังตะลุง แต่ถ้ามาเที่ยวบ้านหนังลุงก็จะได้กลิ่นไอปักษ์ใต้บ้านเรา ได้ยินเสียงดนตรีพื้นบ้าน มันอบอุ่น คิดถึงบ้าน ส่วนคนภาคอื่นหากไม่เคยชมถ้าได้มาชมก็จะได้รู้ว่าหนังตะลุงเป็นแบบนี้”

 

ไม่ใช่แค่การแสดงหนังตะลุงบนเวทีเท่านั้นที่ช่วยเสริมสร้างบรรยากาศแห่งความเป็นใต้ แต่อาหารในร้านก็มีความเป็น “ปักษ์ใต้” ไม่แพ้กัน แต่ละเมนูมีรสชาติจัดจ้านตามแบบฉบับอาหารใต้ ไม่ว่าจะเป็นคั่วกลิ้ง, แกงส้ม ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีเหล้าปั่นในราคาย่อมเยาว์ให้สั่งมากลั้วคอระหว่างเปิบเมนูเด็ดแบบเผ็ด ๆ อีกด้วย

 

มองจากภายนอก การนำหนังตะลุงมาเล่นในลักษณะทีเล่นทีจริงภายในร้านอาหาร อาจจะดูไม่ค่อยมีสาระมากนัก แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่าบางครั้งการจะอนุรักษ์อะไรสักอย่างนั้น อาจจะต้องเริ่มจากสิ่งที่เข้าถึงคนหมู่มากได้ง่าย ๆ ก่อน เช่นที่ศิลปินเพลงภาคใต้กลุ่มนี้กำลังพยายามทำอยู่ใน “บ้านหนังลุง” แห่งนี้นั่นเอง




เรื่องที่เกี่ยวข้อง
หลวงไก่กับการสืบสานศิลปะปักษ์ใต้