กลับบ้านเรา ด้วยการดูแลระดับโลก

เรื่องโดย พรชัย พงษ์สุกิจวัฒน์


หลาย ๆ คนคิดว่าการรักษาพยาบาลในต่างประเทศนั้นมีเทคโนโลยีทางการแพทย์, เครื่องไม้เครื่อง, ทีมแพทย์ รวมทั้งการดูแลรักษาที่ดีกว่าเมืองไทย ถ้าคุณเป็นคนนึงที่คิดอย่างนั้น...ขอบอกว่า “คุณคิดผิด เพราะปัจจุบันการรักษาพยาบาลในเมืองไทยได้รับการยอมรับขึ้นไม่ใช่น้อย

 

ในเมืองไทยมีโรงพยาบาลดี ๆ ที่มีผู้ป่วยต่างประเทศเจาะจงบินมารักษาตัวกันถึงที่หลากหลายแห่ง โดยเฉพาะยุคที่หลาย ๆ โรงพยาบาลผุดแคมเปญ “Madical Tourism” ขึ้นมาเพื่อโปรโมทตรงจุดนี้ หลาย ๆ โรงพยาบาลที่ว่านั้น...ศูนย์การแพทย์โรงพยาบาลกรุงเทพเป็นโรงพยาบาลที่ได้รับความเชื่อถือไม่น้อยโดยเฉพาะชาวอาหรับและชาวญี่ปุ่น

 

ผู้ป่วยจากต่างประเทศบางคนสามารถบินมารักษาตัวในประเทศไทยได้เอง แต่ก็มีหลายรายเช่นกันที่ไม่รู้สึกตัว นอนอยู่บนเตียงมีสายระโยงระยางไปหมด...แล้วอย่างนี้จะขนย้ายตัวมารักษาตัวที่เมืองไทยได้อย่างไร (ก็บอกแล้วว่าการรักษาพยาบาลในเมืองไทยเดี๋ยวนี้ได้รับการไว้ใจจากชาวต่างชาติมากขึ้น)...โรงพยาบาลกรุงเทพมีคำตอบครับ


เพราะที่นี่มีทีมเคลื่อนย้ายผู้ป่วยทางอากาศที่เชี่ยวชาญ มีขอบข่ายครอบคลุมไปถึงต่างประเทศด้วย เป็นบริการเสริมที่แสดงให้เห็นถึงการเอาใจใส่ผู้ป่วยอย่างเต็มที่ของศูนย์การแพทย์โรงพยาบาลกรุงเทพ โดยผู้ที่เป็นเรี่ยวแรงสำคัญคือนพ.สุทัศน์พันธ์ ขจรบุญหรือที่ชาวต่างชาติเรียกกันคุ้นปากมากกว่าว่า “ดร.เค”

 

“สิ่งแรกที่ต้องคำนึงก่อนเคลื่อนย้ายผู้ป่วยคือคนไข้ต้องอยู่ใน Condition ที่ Stable ไม่มีปัญหาเรื่องระบบไหลเวียนเลือด, ไม่ติดเชื้อ ลักษณะการเคลื่อนย้ายคือคนป่วยต้องสามารถขึ้นเครื่อง Commercial Airline ได้ แล้วสายการบินก็จะมีกฎระเบียบทางการแพทย์ด้วย” นพ.สุทัศน์พันธ์อธิบาย

 

ที่สำคัญที่สุดคือสายการบินนั้นต้องมี Stretcher หรือเปลนอนบนเครื่องซึ่งสายการบินจะติดตั้งให้แก่ทีมงานก่อนจะบินสู่ท้องฟ้าเพื่อเดินทางกลับเมืองไทย หัวหน้าทีมแพทย์เคลื่อนย้ายผู้ป่วยทางอากาศของศูนย์การแพทย์โรงพยาบาลกรุงเทพเสริมว่า “ถ้าเป็น Direct Flight จะดีที่สุด ไม่ต้องทรมานกับการยกขึ้น ยกลง”


การเคลื่อนย้ายครั้งหนึ่ง ๆ นอกจากจะมีนพ.สุทัศน์พันธ์นำทัพไปแล้ว เขายังจะพกพยาบาลซึ่งมีความเชี่ยวชาญไปอย่างน้อย 2 คน, แพทย์ผู้เชี่ยวชาญพร้อมทั้งอุปกรณ์ทางการแพทย์มากมายชนิดที่เรียกว่า “เตรียมเกินซะด้วยซ้ำไป” เนื่องจากระหว่างขนย้ายผู้ป่วย (โดยเฉพาะที่มีอาการหนัก ๆ) นั้น ไม่มีใครรู้ว่าจะมีเหตุฉุกเฉินขึ้นเมื่อไหร่

 

“เราคิดว่าถ้าเกิดอาการหนัก...จะเกิดอะไรบ้าง เช่น หัวใจอาจจะหยุดเต้นบนเครื่องหรือเต้นผิดปรกติ เราก็เตรียมทุกอย่างพร้อมเพื่อไปเผชิญปัญหานั้นด้วย ทีมงานของเรา-พวกพยาบาลที่ต้องดูแลใกล้ชิดก็เห็นเรื่องแบบนี้มาเยอะจึงมีความเชี่ยวชาญมาก” ดร.เคอธิบาย

 

การเคลื่อนย้ายผู้ป่วยแต่ละครั้งไม่ต่างจากการผจญภัยย่อม ๆ ทีเดียว นพ.สุทัศน์พันธ์เล่าเหตุการณ์ตัวอย่างที่ต้องย้ายผู้ป่วยจากอเมริกากลับเมืองไทยในครั้งหนึ่งว่า “ถ้าเป็นประเทศอื่นอาจจะไม่มีปัญหาเท่าไหร่ แต่ที่อเมริกามีการรักษาความปลอดภัยเยอะมาก ผ่านเช็คอินเข้าไปแล้ว ต้องผ่านเครื่องตรวจหาบอมบ์”


ผลน่ะหรือ? เครื่องมือแพทย์ไม่ว่าจะเป็นยาฉีด, เข็มฉีดยาทำให้เครื่องตรวจขึ้นสีแดงหมด สร้างความตกอกตกใจแก่สนามบินพอสมควร จนนพ.สุทัศน์พันธ์ต้องค่อย ๆ อธิบาย รวมทั้งแสดงแบบฟอร์มให้ดู ถึงได้ผ่านไปขึ้นเครื่องได้ แต่ไม่ใช่ว่าปัญหาจะหมดไปเพราะสนามบินแห่งนี้ไม่มี “ไฮลิฟท์” ให้คนที่เดินไม่ได้ใช้

 

“เราต้องเข็นไปตามทาง แล้วไปแบกข้ามเข้าประตูของเครื่องบิน ตั้งแต่ 911 เป็นต้นมา ทำให้ทุกอย่างแม้กระทั่งการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยยากขึ้น” ดร.เคพ้อ “พอขึ้นเครื่องได้ เราก็เซ็ทอัพใน Stretcher ที่เขาเตรียมไว้ แค่ยังไม่ออกเดินทางเลย ทุกคนก็เหนื่อย ต้องสลับกันไปพัก แล้วผลัดกันมา Monitor คนไข้”

 

การเดินทางแบบ Direct Flight ดีที่สุด แต่บางครั้งก็ไม่สามารถทำแบบนี้ได้ การเดินทางครั้งนั้นจึงต้องต่อเครื่องที่ญี่ปุ่น ซึ่งพอถึงแดนปลาดิบปุ๊บ ทีมงานของดร.เคก็ติดต่อกับเจ้าหน้าที่จนได้ห้องพักเล็ก ๆ สำหรับอาบน้ำและเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ผู้ป่วย สร้างความซาบซึ้งให้ทีมแพทย์ทีมนี้ไม่น้อยเพราะเห็นว่าคนญี่ปุ่นแคร์กับคนไข้จริง ๆ


เหตุการณ์ระทึกที่สุดของการเดินทางครั้งนั้นคือ “อยู่ดี ๆ การรับออกซิเจนของคนไข้ก็ลดลงเรื่อย ๆ ผมพบว่าบนเครื่องบินอากาศมันแห้งมาก เสมหะที่ออกมาจึงไปอุดตันได้ง่าย นี่คือเหตุการณ์ฉุกเฉินที่อาจจะเกิดกับคนไข้ จึงต้องรีบดูดเสมหะจนกลับมาปรกติ ซึ่งเราทำอย่างนี้ตลอดทั้งทาง” นพ.สุทัศน์พันธ์เล่า

 

นอกจากนี้ความลำบากในการดูแลคนไข้บนเครื่องยังมีเรื่องการกิน, การถ่ายด้วยซึ่งทีมแพทย์ต้องเตรียมพร้อมไว้ในทุก Option แต่ทุกอย่างก็ผ่านพ้นไปได้ด้วยดีจนมาถึงสนามบินสุวรรณภูมิที่มีจำนวนคนช่วยขนย้ายผู้ป่วยมากขึ้น โดยนำตัวผู้ป่วยขึ้นรถฉุกเฉินแสนทันสมัยของโรงพยาบาลเพื่อเข้าสู่การรักษาต่อไป

 

“มาถึงเมืองไทยก็สบายแล้ว มีไฮลิฟท์, มีคนช่วยหาม ขามาทั้งหมอหรือพยาบาลต้องเป็นเหมือนกรรมกรช่วยกันเคลื่อนย้ายแบบไม่ให้กระทบกระเทือน ต้องนิ่มนวล แต่รู้สึกดีใจมากที่ได้ยินญาติผู้ป่วยบอกว่ามาที่นี่แล้วได้ประโยชน์ ได้รับการรักษาอย่างดี แล้วราคาก็ไม่แพงเท่าที่โน่น” ดร.เคปิดท้ายด้วยรอยยิ้ม