ออกซิเจนฟื้นฟูร่างกาย

เรื่องและภาพโดย พรชัย พงษ์สุกิจวัฒน์


“ออกซิเจน” นอกจากจะเป็นก๊าซที่มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตแล้ว (ในการหายใจ) ออกซิเจนยังมีบทบาทสำคัญด้านการแพทย์ด้วย สามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการรักษาโรคต่าง ๆ ได้มากมายผ่านเครื่องมือสุดทันสมัยที่ชื่อ “Hyperbaric Chamber”

 

ศูนย์การแพทย์โรงพยาบาลกรุงเทพเป็นโรงพยาบาลชั้นนำลำดับแรก ๆ ที่นำวิทยาการชั้นสูงแบบนี้มาใช้ โดยเปิดเป็น “ศูนย์บำบัดด้วยออกซิเจนความดันสูง (Hyperbaric Oxygen Therapy Center ให้การรักษาพยาบาลด้วยการนำออกซิเจนความดันสูงมาใช้ในการบำบัดโรค

 

ลักษณะพิเศษของการรักษาแบบนี้คือผู้ป่วยสามารถหายใจนำออกซิเจนบริสุทธิ์ 100% เข้าไปขณะอยู่ใน “ห้องปรับบรรยากาศ (Hyperbaric Chamber)” ที่มีความดันภายในสูงกว่า 1 บรรยากาศ ทำให้ร่างกายได้รับออกซิเจนในประมาณสูงมากกว่าการให้ออกซิเจนตามปกติ


“พอเอาคนไข้เข้าเครื่อง เราก็ปิดประตู-เปิดออกซิเจน-เพิ่มความกดดันเข้าไปในเครื่อง คนไข้จะได้รับออกซิเจนเรื่อย ๆ ในปริมาณที่มากกว่าปรกติถึง 20 เท่า โดยเข้าไปทางลมหายใจในภาวะที่หายใจตามปรกติ” คุณบุญหลง ทัศกระแสร์ ผู้ปฏิบัติการเครื่อง Hyperbaric Chamber ของโรงพยาบาลกรุงเทพกล่าว

 

ออกซิเจนที่ร่างกายผู้ป่วยได้รับนี้จะไหลไปตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกายโดยมีพลาสมาเป็นตัวพาไป จากนั้นออกซิเจนจะไปซ่อมแซมส่วนต่าง ๆ ที่บกพร่อง รวมทั้งซ่อมแซมเซลล์ส่วนที่สึกหรอให้ฟื้นตัวในสภาพที่ดีขึ้นกว่าปรกติด้วย ปัจจุบันนำมาใช้รักษาโรคต่าง ๆ ถึง 13 โรค (ที่ได้รับการรับรองจาก Undersea and Hyperbaric Medicine Society หรือ UHMS)

 

13 โรคที่ว่านี้มีทั้งโรคที่เกิดเฉพาะกลุ่ม เช่น ในบรรดานักดำน้ำ (โรคน้ำหนีบ-เป็นภาวะสมองขาดเลือดจากการอุดตันของก๊าซไนโตรเจนในนักดำน้ำ) ไปจนถึงโรคที่เกิดจากอุบัติเหตุที่คนทั่ว ๆ ไปสามารถประสบได้ ไม่ว่าจะเป็นฟองอากาศอุดตันในกระแสเลือด, พิษจากก๊าซคาร์บอนมอนนอกไซด์


แผลติดเชื้อ Clostridia ที่กล้ามเนื้อ, แผลฉกรรจ์จากอุบัติเหตุรถยนต์ชนกันหรือตึกถล่ม, แผลที่มีปัญหาในการหายของแผล, ภาวะโลหิตจาง, ฝีในสมอง, การติดเชื้อที่แผล, การติดเชื้อที่กระดูก, แผลเรื้อรังจากการฉายแสง, แผลผ่าตัดตกแต่งเนื้อเยื่อ รวมทั้งแผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก

 

แต่การบำบัดรักษาด้วยวิธีนี้มีข้อที่ควรใส่ใจคือ เนื่องจากผู้ป่วยต้องปรับความดันอากาศที่มีอยู่ในร่างกายให้สมดุลย์กับภายนอก ดังนี้หากผู้ป่วยมีภาวะบางอย่าง เช่น การติดเชื้อทางเดินหายใจหรือหูอาจทำให้ผู้ป่วยปรับความดันได้ไม่ดี จึงต้องมีการตรวจก่อนการรักษาด้วยวิธีนี้

 

ในขณะที่ผู้ป่วยโรคปอดหรือบาดเจ็บที่ปอด หรือผู้ป่วยที่มีอากาศค้างอยู่ในถุงลมอาจได้รับอันตรายจากการเปลี่ยนแปลงของความกดดันในการรักษาด้วย Hyperbaric Chamber ได้เช่นกัน จึงจำเป็นต้องผ่านการตรวจ X-Ray ปอดจากแพทย์เสียก่อน


หากผ่านความเห็นชอบจากแพทย์แล้ว ผู้ปฏิบัติการเครื่องอย่างคุณบุญหลงก็ยังต้องใส่ใจกับคนไข้ก่อนนำเข้าเครื่องเช่นกัน “เราต้องสังเกตคนไข้ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ต้องมองว่าคนไข้มีสิ่งแปลกปลอมอะไรบ้าง เช่น เสื้อผ้าต้องเป็นผ้าฝ้ายกับผ้าคอตต้อนเท่านั้นที่จะเข้าเครื่องได้ ผ้าที่เป็นไนลอนนั้นเป็นข้อห้าม” เธอเกริ่น

 

“มันเป็นอันตรายค่ะเพราะสามารถเกิดประจุไฟฟ้า, ไฟฟ้าสถิตย์หรือเกิดการลุกไหม้ได้ ร่างกายเราก็ต้องเช็ค เช่น ไม่ใส่น้ำมันใส่ผม ไม่เมคอัพหน้า ไม่ทาโลชัน ไม่ทาแป้ง ก่อนจะเข้าก็ต้องวัดความดันเลือด ดูความพร้อมของคนไข้ก่อนเข้าเครื่อง ถ้าทุกอย่างพร้อมก็ส่งเข้า Hyperbaric ได้เลย” คุณบุญหลงเสริม

 

ด้วยความที่เครื่อง Hyperbaric Chamber มีลักษณะคล้ายหลอดแก้วขนาดใหญ่ (ความจุมีทั้งแบบคนเดียวหรือแบบหลายคน) อุปสรรคที่พบเจอบ่อยที่สุดสำหรับผู้ Operate เครื่องอย่างคุณบุญหลงก็คือ “คนไข้กลัว” หรือ “คนไข้ไม่กล้าเข้าไปนอน” เพราะคิดว่าคับแคบและอาจจะทำให้หายใจไม่สะดวก


แต่ความจริงที่เกิดขึ้นคือคนไข้ทุกคนพอได้เข้าเครื่อง Hyperbaric Chamber ในครั้งแรกปุ๊บ ต่างรู้สึกพึงพอใจโดยถ้วนหน้า “เข้าไปในเครื่องใหม่ ๆ มันเหมือนกับขึ้นเครื่องบิน, หูจะอื้อ ต้องกลั้นหายใจ, กลืนน้ำลายให้ปรับความดันที่หู สัก 10 นาทีความดันก็ปรกติ นอนสบาย รู้สึกสดชื่นดีเมื่ออยู่ในนั้น” ผู้ป่วยคนหนึ่งเผยความรู้สึก

 

โดยปรกติแล้วการเข้ารับการรักษาใน Hyperbaric Chamber ผู้ป่วยจะต้องเข้าไปนอนอยู่ในเครื่องครั้งละประมาณ 1 ชั่วโมง ส่วนจำนวนครั้งขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของอาการที่ผู้ป่วยเป็นหรือตามการระบุของแพทย์ ระหว่างที่ผู้ป่วยนอนอยู่ในเครื่องสามารถติดต่อกับผู้ปฏิบัติการด้านนอกได้จาก Headphone

 

ที่สำคัญคือผู้ป่วยจะได้รับความสะดวกสบายและเป็นส่วนตัวระหว่างบำบัดแน่นอนเนื่องจากโรงพยาบาลกรุงเทพเลือกใช้เครื่องแบบ Monoplace Chamber ที่บรรจุผู้ป่วยได้เพียงคนเดียว นอกจากนี้ผู้ป่วยยังสามารถดูทีวีผ่านผนังโปร่งใส, ฟังเพลงโปรดหรือหลับพักผ่อนระหว่างบำบัดได้อย่างเป็นส่วนตัวที่สุดด้วย