ศิลปะสำหรับผมคือทุกสิ่งทุกอย่าง...จากใจศิลปินดีเด่น

เรื่องและภาพโดย พรชัย พงษ์สุกิจวัฒน์


“ศิลปะ” คืออะไร? เป็นคำถามง่าย ๆ แต่ตอบยากเหลือเกิน ต่างคนก็ต่างก็มีนิยามที่ต่างกันไป แต่สำหรับครูมานพ มีจำรัส ผู้อำนวยการสวนศิลป์บ้านดิน ลูกศิษย์เอกอีกคนหนึ่งของครูเล็ก ภัทราวดี มีชูธนแห่งภัทราวดี เธียร์เตอร์ เขามองว่า “ศิลปะคือทุกสิ่งทุกอย่าง”

 

ในวัยเด็กครูมานพมีความฝันไม่ต่างจากเด็กรุ่นใหม่หลาย ๆ คน นั่นก็คือ “อยากเป็นนักแสดง” เขาตั้งใจวิ่งตามความฝันนั้นแล้วก็พบว่าตนเองก้าวเข้ามามีบทบาทสำคัญกับการแสดงบนเวที! ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้นึกฝันถึงแม้สักนิดด้วยซ้ำ “20 ปีก่อนเราไม่รู้จักการแสดงด้านเวที การเต้นคืออะไร ศิลปะคืออะไรยังไม่รู้จักด้วยซ้ำไป” ครูมานพว่า

 

บางทีอาจจะเป็นโชคชะตาก็ได้ที่ลิขิตเส้นทางนี้ให้ครูมานพเดิน เมื่อเขาได้รู้จักกับ “พี่กิ๊ก” ซึ่งทำงานอยู่กับครูเล็ก ภัทราวดีหลังจากที่ผ่านงานแสดง ๆ เต้น ๆ บนเวทีมาเล็ก ๆ น้อย ๆ จนได้โอกาสร่วมงานกับครูเล็กด้วยความที่มีรูปร่างแข็งแรง สันทัดนั่นเอง


“ตอนนั้นครูเล็กอยากทำคอนเสิร์ท อยากได้คนที่รูปร่างเหมือนกับพี่กิ๊กคือล่ำสัน ดูแข็งแรง ช่วงนั้นแดนเซอร์ผู้ชายก็ไม่มี พี่กิ๊กจึงชวนผมมา จนได้ทำงานกับครูเล็ก” ครูมานพเล่า นั่นคือจุดเริ่มต้นบนเส้นทางแสนยาวไกลก่อนจะประสบความสำเร็จเป็นศิลปินยอดเยี่ยมรางวัลศิลปาธร สาขาศิลปะการแสดงร่วมสมัยเมื่อปี 2548

 

เส้นทางแสนยาวไกลเส้นนี้ ครูมานพถูกเคี่ยวเข็นโดยครูเล็กซึ่งเคยถามเขาในวันหนึ่งว่า “อยากเป็นอะไร?” คำตอบของครูมานพคือ “ผมบอกว่าอยากเป็นคนเก่ง” คำตอบนี้ทำให้ครูเล็กบอกให้อยู่ร่วมงานที่โรงละครภัทราวดี เธียร์เตอร์ โดยจะหาครูเก่ง ๆ จากทั่วโลกมาประสิทธิ์ประสาทวิชาให้

 

“ครูเล็กไม่ได้แค่เอาครูจากต่างประเทศมาสอน แต่ส่งผมไปเรียนต่างประเทศด้วย โลกของผมก็กว้างขึ้น เริ่มรู้จักศิลปะมากขึ้น รู้ว่าเต้นคืออะไร? มีประเภทไหนบ้าง? รู้ว่างานศิลปะในโลกเรามีอะไรบ้าง? จะทำงานศิลปะให้ดีต้องรู้จักอะไรบ้าง? ครูเล็กพาผมเดินทางไปรอบโลกเพื่อเรียนรู้” ครูมานพเล่ายาว


การเดินทางไปศึกษาหาความรู้และเปิดโลกกว้างครั้งนี้ ครูเล็กมีจุดประสงค์เพื่อให้ศิษย์รักคนนี้ได้เห็นความแตกต่างของสิ่งที่ดีที่สุดและสิ่งที่พื้นที่สุด เพื่อจะได้รู้ความต้องการที่แน่ชัดของตนเอง จนวันหนึ่งครูมานพก็ได้พบว่า “อยากกลับมาเรียนรำไทย” ทั้ง ๆ ที่ไม่เคยชอบรำไทยมาก่อนหน้านี้เลย

 

“ผมทำงานกับครูเล็ก 10 กว่าปี ก็มีชาวญี่ปุ่นถามผมว่าทำงานเทคนิคของชาติอื่นไปเพื่ออะไร? ผมเลยมานั่งคิดว่าเราเป็นใครและควรทำอะไร เลยย้อนกลับมาดูรำไทยว่าสิ่งที่ผมทิ้งไปนั้น มีอะไรในนั้นหรือเปล่า แล้วก็เป็นกุศโลบายของครูเล็กด้วยที่เอาครูรำไทยที่รำสวย ๆ มาร่วมงานกับผม” ครูมานพรำลึกความหลัง

 

จุดนั้นทำให้ครูมานพหันมาเรียนรำไทยอย่างจริงจัง เขาเริ่มมองเห็นมิติของรำไทยที่มีความเป็นดรามาผสมผสานอยู่ “ผมนำเอาเทคนิคของตะวันตกที่เคยเรียนมา ทั้งเรื่องการใช้พื้นที่, น้ำหนัก, ความเร็ว-ความช้ามาใช้ ต้องบอกว่าผมโชคดีที่ได้เรียนเทคนิคต่างประเทศมาก่อน พอมาเรียนรำไทยก็เรียนได้เร็วมาก” ครูมานพว่า


วิธีเหล่านี้นี่เองที่ครูมานพนำมาใช้สอนรำไทยให้แก่เด็ก ๆ รุ่นใหม่ได้อย่างสนุกสนานและช่วยให้เด็กเข้าใจรำไทยได้ง่ายขึ้น ที่น่าสนใจคือเขานำความร่วมสมัยหรือความเป็น “คอนเทมโพลารี” มาผสมผสานกับความคลาสสิคของรำไทยแบบดั้งเดิมได้อย่างกลมกลืนและไม่สูญเสียเอกลักษณ์ความเป็นไทยไปเลย

 

ความทุ่มเททำงานศิลปะในแขนงของตนอย่างเข้มแข็งและมีประสิทธิภาพนี่เองที่ทำให้ครูมานพได้รับรางวัลศิลปาธรมาเชิดชูเกียรติอย่างสมภาคภูมิ เขาเผยความรู้สึกว่า “เราทำงานตรงนี้เพราะรักและอยากทำมากกว่า ไม่ได้คาดหวังว่าต้องได้รางวัลหรือเป็นคนที่มีประโยชน์ต่อสังคม ไม่ได้คิดขนาดนั้น”

 

คุณงามความดีที่ครูมานพสั่งสมมาทำให้ครูเล็กไว้วางใจให้เขาดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการ “สวนศิลป์บ้านดิน” ธรรมชาติสถานเพื่องานศิลปะที่เปิดสอนศิลปะแขนงต่าง ๆ แก่เด็ก ๆ ที่อ.เจ็ดเสมียน จ.ราชบุรี โดยพัฒนาขึ้นมาจากบ้านดินเพียงหลังเดียวที่เคยใช้เป็นฉากถ่ายทำละครโทรทัศน์เรื่อง “ตม”


“ศิลปะสำหรับผมคือการดำรงชีวิต คือทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นรอบตัวเรา เพียงแต่ว่าเราจะใช้กุศโลบายอะไรเท่านั้นเอง แต่ท้ายที่สุดแล้วศิลปะทุก ๆ แขนงจะนำเราไปสู่การเห็นและการได้ยินที่แท้จริง เป็นคัมภีร์นึงที่ทำให้คนเจริญและเห็นรอบข้างได้ถูกต้องและชัดเจน” ครูมานพนิยามคำว่า “ศิลปะ”

 

สำหรับศิลปินรางวัลศิลปาธรอย่างครูมานพแล้ว ศิลปะนั้นสอนให้มนุษย์เห็นทุกอย่างตามความเป็นจริงและสามารถเข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้นได้ จนไม่เกิดความทุกข์ใด ๆ อีกหากต้องเผชิญหน้ากับปัญหาต่าง ๆ ที่สำคัญศิลปะสำหรับเขาไม่ใช่เรื่องของความฟุ่มเฟือยที่ชีวิตสามารถตัดออกได้

 

“ทุกคนมักมองว่าศิลปะเป็นแค่เครื่องประดับ เหมือนน้ำหอมที่ใช้ก็ได้ ไม่ใช้ก็ได้ แต่สำหรับผม ผมมองว่าศิลปะเป็นเรื่องที่จำเป็นที่สุด เมื่อคุณเข้าใจศิลปะหรือเมื่อศิลปะเปิดตาคุณได้เมื่อไหร่ เมื่อนั้นชีวิตคุณจะอยู่อย่างมีคุณค่าและมีประโยชน์ต่อแผ่นดินของโลกมากที่สุดครับ” ครูมานพปิดท้าย




เรื่องที่เกี่ยวข้อง
บ้านดินสอนศิลปะ
บ้านตากอากาศแบบรู้ร้อนและรู้หนาว