บ้านดินสอนศิลปะ

เรื่องและภาพโดย พรชัย พงษ์สุกิจวัฒน์

สวนศิลป์บ้านดิน โทร. 0 3239 7668


Click to enlarge

จากบ้านดินเล็ก ๆ หลังหนึ่งซึ่งสร้างขึ้นมาเพื่อใช้เป็นฉากละครโทรทัศน์เรื่อง “ตม” หลายปีต่อมามีการปลูกสร้างโถงอาคารโล่งสำหรับใช้เป็นโรงละครเพื่อสอนศิลปะแก่เด็ก ๆ จนกลายมาเป็นโรงเรียนสอนศิลปะท่ามกลางบรรยากาศแสนละเมียดละไมของธรรมชาติรอบข้าง

 

เรี่ยวแรงสำคัญก่อนจะกลายมาเป็น “สวนศิลป์บ้านดิน” ที่มีนิยามสุดเก๋ว่า “ธรรมชาติสถานเพื่องานศิลปะ” แห่งนี้คือ 2 แรงแข็งขันของหนึ่งอาจารย์และหนึ่งศิษย์อย่างอ.ภัทราวดี มีชูธนแห่งภัทรวดี เธียร์เตอร์และอ.มานพ มีจำรัส ศิษย์เอกผู้มีวิชาศิลปะอันแก่กล้า

 

“บ้านดินในละครนั้นมีไว้เพื่อจะบอกว่ามนุษย์เราว่าแค่มีความรัก, มีครอบครัวที่ดี ที่ถูกต้องก็จบแล้ว บ้านใหญ่โตไม่ได้สร้างอะไรเลย คนที่มีเงินหมื่นล้าน, พันล้าน ในที่สุดแล้วเขาเอาเงินไปทำอะไร? เพื่อไปรบราฆ่าฟัน ไปแสดงความมีอำนาจ แค่นั้นเองเหรอ?” อ.มานพเล่าถึงคอนเซ็ปต์ของบ้านดินในละครเรื่อง “ตม”


Click to enlarge Click to enlarge Click to enlarge

หลังจากใช้ถ่ายทำละครเสร็จแล้ว บ้านดินหลังนี้ก็ถูกปล่อยทิ้งไว้เฉย ๆ ไม่ได้ทำอะไร ครูเล็ก ภัทราวดีจึงมอบหมายให้อ.มานพ มีจำรัส ลูกศิษย์เอกคนหนึ่งของภัทราวดี เธียร์เตอร์นำไปใช้สร้างสรรค์ประโยชน์จากมันให้มากที่สุดในฐานะลูกหลานของชาวราชบุรีคนหนึ่ง...นั่นคือจุดเริ่มต้นของ “สวนศิลป์บ้านดิน”

 

“ผมคิดว่ามันไม่น่าเป็นแค่ดินแล้วทิ้งไว้รอให้ปลวกมากินไปวัน ๆ เลยรู้สึกว่าอยากทำอะไรให้ประเทศชาติ ผมได้เรียนรู้ศิลปะจากผู้ใหญ่เยอะ เรียนฟรีตลอด จึงอยากคืนกลับแผ่นดินบ้าง ผมมีวิชาความรู้แล้วจะทำอย่างไรกัให้วิชาความรู้นั้นเป็นประโยชน์ต่อแผ่นดิน เลยสร้างศาลากลางสวนขึ้น” อ.มานพเล่า

 

สิ่งที่ครูมานพใช้ตอบแทนคุณแผ่นดินก็คือการเปิดสอนศิลปะแขนงต่าง ๆ ให้กับเยาวชนภายในศาลากลางสวน (ที่ครูมานพว่า-แต่ความจริงมันเป็นโถงกว้างใหญ่ทีเดียวแหละ) ทั้งดนตรีไทย, รำไทย, โขน, นาฎศิลป์, ศิลปะการแสดง, ศิลปะการป้องกันตัว, วาดรูป ฯลฯ


Click to enlarge Click to enlarge Click to enlarge

จากบ้านดินเล็ก ๆ หลังเดียวจึงถูกขยับขยายให้กลายเป็น "ศิลปสถาน” ท่ามกลางธรรมชาติ บนเนื้อที่ 3 ไร่ ล้อมรอบด้วยคูน้ำและสวนมะม่วง ภายในบริเวณประกอบไปด้วยโรงละคร ซึ่งใช้เป็นห้องเรียนด้วย, ห้องสมุด, ห้องพัก, ร้านอาหาร เป็นสถานที่สำหรับแลกเปลี่ยนความรู้ให้แก่กันและกันไม่ว่าจะมีเชื้อชาติอะไรหรืออายุเท่าไหร่

 

วัตถุประสงค์อีกอย่างหนึ่งของ “สวนศิลป์บ้านดิน” ก็คือการส่งศิลปินกลับคืนถิ่นกำเนิด เพื่อนำความรู้ ความสามารถไปพัฒนาและสร้างพื้นที่ทางศิลปะให้กับชุมชนซึ่งสามารถรองรับกิจกรรมด้านศิลปะต่าง ๆ ในทุก ๆ รูปแบบอย่างครบวงจรด้วยความเรียบง่ายและเป็นกันเอง

 

ศิลปินท้องถิ่นที่ถูกส่งกลับคืนถิ่นอ.เจ็ดเสมียน จ.ราชบุรีที่ตั้งของสวนศิลป์บ้านดินแห่งนี้ก็คือครูมานพ มีจำรัส ศิลปินยอดเยี่ยมรางวัลศิลปาธร สาขาศิลปะการแสดงร่วมสมัยปี 2548 ของกระทรวงวัฒนธรรมนั่นเอง จุดเด่นของการสอนแบบครูมานพก็คือ “ความร่วมสมัย” หรือ “คอนเทมโพลารี”


Click to enlarge Click to enlarge Click to enlarge

“ความร่วมสมัยของผมไม่ได้เปลี่ยนอะไรของบรรพบุรุษเลย แต่เราเน้นที่มาที่ไปและความเข้าใจแบบโบราณ ผมคิดเสมอว่าเราจะนำงานของบรรพบุรุษให้อยู่ในกระแสของโลกได้อย่างไรเท่านั้นเอง ให้เด็กรุ่นใหม่หันมารักศิลปะของเรา รักรากของเราได้อย่างไร” ครูมานพบอกคอนเซ็ปต์พร้อมกับเสริมต่อว่า

 

“ผมไม่ได้อยากให้เด็กรุ่นใหม่เข้ามาแล้วใส่ผ้าถุง เสื้อคอกระเช้า ทัดดอกไม้ นั่งเรียบร้อย ผมไม่อยากให้คนกลับไปแล้วเชย อยู่ในโลก 200 ปีที่แล้ว ผมต้องการต่อ-ยอดลมหายใจของคนโบราณให้มาอยู่ในจังหวะของคนรุ่นใหม่ ซึ่งนั่นแหละงานคอนเทมโพลารีของผม”

 

การสอนศิลปะที่สวนศิลป์บ้านดินจึงมุ่งหวังให้เยาวชนสืบสานวัฒนธรรมเก่า ๆ ซึ่งถูกพัฒนาให้อยู่ในรูปแบบของคอนเทมโพลารี พูดง่าย ๆ ก็คือการนำความร่วมสมัยของศิลปะการแสดงแบบดั้งเดิมมาหลอมรวมเข้ากับการแสดงที่ทันสมัยของภัทราวดี เป็นการผสมผสานที่บรรจบกันระหว่างแบบเก่าและแบบใหม่อย่างลงตัว


Click to enlarge Click to enlarge Click to enlarge

นอกจากจะเป็นสถานที่แลกเปลี่ยนความคิดเรื่องงานศิลปะ, บ่มเพาะเยาวชนในเรื่องของศิลปะแล้ว สวนศิลป์บ้านดินยังเป็นสถานที่ที่ทำให้ใครหลาย ๆ คนได้อิ่มเอมไปกับธรรมชาติ ที่นี่มีบ้านพักที่ทำให้ได้พักผ่อนแบบ “ใกล้ชิด” กับธรรมชาติจริง ๆ ในขณะที่การเรียนการสอนก็ดำเนินไปอย่างรื่นรมย์ด้วยมนต์เสน่ห์แห่งธรรมชาติ!

 

“ผมรู้สึกว่า ถ้าจะสอนศิลปะ จะสอนมูฟเมนท์ รำไทย ผมอยากมาสอนต่างจังหวัดเพราะผมอยากให้เขาเรียนรู้กับใบไม้ กับทราย กับพื้นหยาบ ๆ ทำไมรำไทยต้องค่อย ๆ เดิน ก็เพราะเมื่อก่อนเขารำในเรือ จึงต้องค่อย ๆ ประคองทำให้เกิดการคอนโทรล” ครูมานพว่าพร้อมกับปิดท้ายอย่างน่าฟังว่า

 

“ศิลปะต้องใช้เวลาทอดอารมณ์เพราะเมื่อเราสบาย ไม่มีอะไรบังคับสมองเรา สมองจะเริ่มคิด แต่เมื่ออยู่ในเมือง มีเวลามากำกับ มันทำอะไรไม่ได้หรอก มันคิดไม่ได้ หากอยากเสพศิลปะจริง ๆ ผมมองว่าต้องออกมาต่างจังหวัด” ความรู้สึกที่ว่านี้คงไม่มีใครบอกเล่าได้ดีไปกว่าลองมาเรียนศิลปะที่นี่ดูสักคอร์ส...หรือ 2 คอร์ส




เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ศิลปะสำหรับผมคือทุกสิ่งทุกอย่าง...จากใจศิลปินดีเด่น
บ้านตากอากาศแบบรู้ร้อนและรู้หนาว