ยุคทองแห่งฟุตบอลสยาม

เรื่องและภาพโดย พรชัย พงษ์สุกิจวัฒน์


Click to enlarge

แม้ทีมชาติไทยจะไม่มีเอี่ยวใด ๆ กับศึก “ยูโร’08” ที่ฟาดแข้งกันอยู่ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์และออสเตรีย (แต่ก็ส่ง “นักพนันทีมชาติ” เข้าร่วมทัวร์นาเมนท์นี้ด้วยนะ...ฮา...ดีไหม?) กับฟุตบอลโลกก็ร่วงตกรอบคัดเลือกแบบเป็นทางการ อดไปแอฟริกาใต้เรียบโร้ยโรงเรียนญี่ปุ่น-โรงเรียนโอมานและโรงเรียนบาห์เรน

 

การตกรอบครั้งนี้ทำให้คำพูด “เป็นแฟนเรา (ทีมชาติไทย) ต้องอดทน” ดูเป็นจริงขึ้นไปอีก อย่างไรก็ตามหากใครได้ศึกษาประวัติศาสตร์ฟุตบอลไทยจะได้พบกับความภาคภูมิใจไม่น้อยไปกว่าชาติมหาอำนาจอย่างบราซิล, เยอรมันหรืออังกฤษเลย...แม้ไทยจะยังไม่เคยไปแข่งฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายเลยสักครั้งก็ตาม

 

เหตุผลก็คือฟุตบอลในเมืองไทยนั้นเป็นกีฬาที่ถือกำเนิดขึ้นโดยพระบารมีของพระมหากษัตริย์นั่นเอง แต่ก่อนจะไปพูดถึงเรื่องนั้น เรามารู้กันก่อนว่า “ฟุตบอล” ในเมืองไทยมีที่มาอย่างไร? คุณจิรัฏฐ์ จันทะเสน รองเลขาธิการสมาคมประวัติศาสตร์ฟุตบอลแห่งประเทศไทยบอกว่ามีการสันนิษฐานไว้ 2 กรณีด้วยกัน


Click to enlarge Click to enlarge Click to enlarge

“กรณีที่ 1 คือมาจากหมอสอนศาสนาที่เข้ามาสยามประเทศในสมัยร.5 อีกกรณีคือในสมัย ร.5 มีการส่งนักเรียนไทยไปเรียนอังกฤษ นักเรียนทุนหลวงรุ่นแรกคือเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี สันนิษฐานว่าท่านเป็นผู้นำกีฬาฟุตบอลเข้ามาในประเทศ เพราะกระทรวงธรรมการของท่านได้จัดฟุตบอลชิงโล่กระทรวงขึ้น”

 

หลังจากนั้นฟุตบอลก็แพร่หลายในหมู่ข้าราชบริพาร ในรัชสมัย ร.6 มีการรวมตัวกันเล่นฟุตบอลถวายพระองค์อยู่บ่อย ๆ ซึ่งพระองค์ก็ทรงพระราชทานถ้วยทองหลวงให้เป็นรางวัลสำหรับทีมชนะเลิศด้วย ยุคสมัยของพระองค์ได้รับการยกย่องจากนักประวัติศาสตร์ว่าเป็น “ยุคทองของฟุตบอลแห่งสยาม”

 

ทั้งนี้เพราะพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงให้การสนับสนุนฟุตบอลอย่างจริงจัง ทั้งการก่อตั้ง “คณะฟุตบอลแห่งสยาม” หรือสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ในปัจจุบันนั่นเอง รวมทั้งการก่อตั้ง “ทีมชาติแห่งสยาม” ชุดแรกขึ้นด้วย


Click to enlarge Click to enlarge Click to enlarge

“ร.6ทรงจบจากอังกฤษ ในสถาบันของอังกฤษ นักเรียนต้องเล่นกีฬา พระองค์เลือกเล่นฟุตบอล พอเสด็จกลับประเทศ พระองค์ก็มาก่อตั้งทีมชาติสยามเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2458 ปีต่อมา 25 เมษายน 2459 ก็ทรงก่อตั้งสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมป์” คุณจิรัฏฐ์ให้ข้อมูล

 

การแข่งขันนัดแรกของทีมชาติสยามคือการปะทะแข้งกับทีมราชกรีฑาสโมสรซึ่งเป็นสโมสรของชาวต่างชาติที่อยู่ในเมืองสยาม ทีมฟุตบอลของชาวต่างชาติทีมนี้สามารถชนะทีมของคนไทยมาแล้วหลายทีม แต่พอต้องพบกับทีมชาติสยามชุดแรก ผลปรากฏว่าทีมต่างชาติแพ้ไป 1-2!

 

สิ่งที่น่าภูมิใจอีกอย่างหนึ่งของทีมชาติสยามคือตราประจำทีมชาติบนหน้าอกเสื้อแข่งซึ่งเป็น “ตราพระมหามงกุฎ” ตรานี้ได้รับพระราชทานมาจากรัชกาลที่ 6 โดยในโลกนี้มีทีมฟุตบอลทีมชาติอยู่ 3 ทีมเท่านั้นที่มีตราพระมหากษัตริย์เป็นสัญลักษณ์ นั่นก็คือทีมอังกฤษ, สเปนและสยามนั่นเอง


Click to enlarge Click to enlarge Click to enlarge

เรื่องราวแห่งความภาคภูมิใจของทีมชาติไทยเหล่านี้ถูกจัดแสดงไว้ใน “พิพิธภัณฑ์คณะฟุตบอลแห่งสยาม” พิพิธภัณฑ์เล็ก ๆ ซึ่งถือกำเนิดขึ้นมาจากกลุ่มคนเล็ก ๆ อย่าง “สมาคมประวัติศาสตร์ฟุตบอลแห่งประเทศไทย” โดยมีจุดประสงค์เพื่อกระตุ้นให้เยาวชนและประชาชนไทยได้ทราบประวัติศาสตร์ของฟุตบอลในประเทศไทย

 

แม้ว่าเนื้อหาภายในพิพิธภัณฑ์ในปัจจุบันจะยังไม่ครบถ้วนอย่างที่ผู้จัดวาดหวังไว้ แต่ทั้งหมดก็มุ่งมั่นที่จะทำให้สมบูรณ์แบบให้ได้ภายใน 7 ปี (2558) เพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 100 ที่ทีมชาติสยามถือกำเนิดขึ้น โดยส่วนจัดแสดงของพิพิธภัณฑ์แบ่งออกเป็นห้องต่าง ๆ 

 

ส่วนแรกเป็นเรื่องราวประวัติศาสตร์ฟุตบอลในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทั้งหมด ทั้งธงตราพระมหามงกุฎ, เสื้อแข่งและหมวกที่บ่งบอกถึงการติดทีมชาติในสมัยนั้น (ทำจำลองขึ้นมาใหม่), ภาพถ่ายเก่า ๆ ของเกมฟุตบอลสมัยนั้น ไปจนถึงหลักฐานอันทรงค่าบางชิ้น


Click to enlarge Click to enlarge Click to enlarge

“นี่เป็นลายพระหัตถ์รัชกาลที่ 6 เป็นบันทึกประจำวันของพระองค์ที่มาประทับพระราชวังสนามจันทร์ ท่านเขียนบันทึกเกี่ยวกับฟุตบอลไว้ว่า ‘บ่ายมีการเล่นฟุตบอลระหว่างสำรับกรมพระราบหลวงกับกรมปืนใหญ่...’ คือภายในพระราชวังจะมีสนามหญ้าซึ่งใช้แข่งฟุตบอลครับ” คุณจิรัฏฐ์เล่าพร้อมชี้ให้ดูบันทึกลายพระหัตถ์

 

ส่วนต่อไปของพิพิธภัณฑ์แสดงเรื่องราวประวัติศาสตร์ฟุตบอลไทยร่วมสมัย ทั้งของที่ระลึกจากโอลิมปิกปี 1968 ซึ่งเป็นทัวร์นาเมนท์ระดับโลกครั้งสุดท้ายที่ไทยเข้าร่วม, ถ้วยรางวัลและภาพการแข่งขันในทัวร์นาเมนท์ต่าง ๆ, เสื้อแข่งของนักฟุตบอลชื่อดัง เป็นต้น แต่ที่น่าสนใจที่สุดก็คือหลักฐานที่บ่งบอกว่า “ทีมชาติไทยเกือบได้ไปแข่งฟุตบอลโลก”

 

“ร.6โปรดเกล้าฯให้สมัครเป็นสมาชิกฟีฟ่า ไม่กี่ปีต่อมาก็มีฟุตบอลโลกครั้งแรกที่อุรุกวัย มีบันทึกว่าญี่ปุ่น, ฟิลิปปินส์, สยามและอินดีส เนเธอร์แลนด์หรืออินโดนีเซียสามารถไปแข่งรอบสุดท้ายโดยไม่ต้องคัดเลือก แต่ไทยเรามีปัญหาการเมือง เกิดเปลี่ยนแปลงการปกครองจึงไม่ได้ไป...” คุณจิรัฏฐ์อธิบาย...และนั่นแหละ คนไทยรุ่นต่อ ๆ จึงต้องฝันถึงฟุตบอลโลกกันต่อครั้งแล้วครั้งเล่า...