ป่าชายเลนมีชีวิตที่อ่าวคุ้งกระเบน

เรื่องและภาพโดย พรชัย พงษ์สุกิจวัฒน์

ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบน จ.จันทบุรี โทร.039 388116-8


Click to enlarge

ทะเลคือแหล่งท่องเที่ยวที่หลาย ๆ คนหลงใหล แต่ในแง่มุมที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น...ทะเลคือแหล่งชุมนุมของหลากชีวิตที่ดำรงอยู่ใต้ผืนน้ำทะเล ไล่เรียงเข้าไปจนถึงพื้นที่สีเขียวริมชายฝั่งที่เรียกว่า “ป่าชายเลน” แล้วลองคิดสิว่าหากทะเลและผืนป่าชายเลนถูกทำลายไป จะส่งผลอย่างไรต่อสิ่งมีชีวิตเหล่านั้น...

 

อ่าวคุ้งกระเบน จังหวัดจันทบุรี มีรูปพรรณสัณฐานคล้ายกับปลากระเบน ในอดีตที่นี่อุดมสมบูรณ์ด้วยป่าชายเลนและหญ้าทะเล จึงเป็นที่อยู่อาศัยอันอุดมสมบูรณ์ของสัตว์น้ำหลากชนิด โดยเฉพาะสัตว์ที่เป็นเหมือนสัญลักษณ์ของบริเวณนี้ นั่นก็คือ “ปลาพะยูน” ซึ่งมีรูปร่างคล้าย ๆ กับหมู

 

แต่แล้วการบุกรุกป่า รวมทั้งการทำนากุ้งกุลาดำแบบผิดวิธีของชาวบ้านทำให้ป่าชายเลนถูกทำลายลงไปเรื่อย ๆ คุณบุปผา ศิริคง เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ของศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนบรรยายให้ฟังว่า “สภาพในตอนที่เป็นพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม พื้นที่ตรงนี้เป็นพื้นที่โล่งแจ้ง ต้นไม้เหลืออยู่น้อยมากเลย”


Click to enlarge Click to enlarge Click to enlarge

แต่แล้วก็เหมือนฟ้ามาโปรด เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำริให้ฟื้นฟูป่าชายเลน รวมทั้งทรัพยากรชายฝั่งในบริเวณนี้ขึ้นมาใหม่ เมื่อครั้งพระองค์เสด็จมาประกอบพิธีเปิดพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช คุณคณิต ไชยาคำ ผอ.ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนเล่าว่า

 

“พระองค์มีพระราชดำริกับผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรีสมัยนั้นว่า ให้จัดหาพื้นที่ที่เป็นป่าเสื่อมโทรมมาทำเป็นศูนย์ศึกษาพัฒนาเกี่ยวกับด้านประมง เกษตร ปศุสัตว์ ป่าชายเลน แล้วก็พัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลซึ่งเป็นดินเค็มดินทรายเพื่อให้เกษตรกรสามารถใช้ประโยชน์ด้านการเกษตรเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น”

 

นับแต่นั้นเป็นต้นมา ป่าชายเลนที่อ่าวคุ้งกระเบนก็ได้พลิกฟื้นกลายเป็นป่าที่อุดมสมบูรณ์ มีระบบนิเวศน์ที่หลากหลายเป็นอันดับต้น ๆ ของเมืองไทย เป็นเสมือนห้องเรียนธรรมชาติให้ประชาชนได้ศึกษาหาความรู้และความเพลิดเพลิน รวมทั้งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่โดดเด่นของชายฝั่งภาคตะวันออกของประเทศไทยด้วย


Click to enlarge Click to enlarge Click to enlarge

เส้นทางศึกษาธรรมชาติป่าชายเลนที่อ่าวคุ้งกระเบนมีสะพานไม้ความยาว 1,793 เมตรทอดตัวหายเข้าไปในผืนป่า ดูกลมกลืนกับธรรมชาติไม่น้อย นี่คือเส้นทางที่นักท่องเที่ยวใช้สำหรับการเดินชมป่าชายเลน โดยระหว่างทางจะมีศาลาอยู่ 10 ศาลาเพื่อให้ความรู้ต่าง ๆ เกี่ยวกับป่าชายเลน รวมทั้งเป็นเสมือนจุดพักผ่อนระหว่างเส้นทางด้วย

 

ป่าชายเลนคือกลุ่มของพืชที่ขึ้นรวมกันตามแนวชายฝั่งทะเลหรือตามปากอ่าวซึ่งน้ำทะเลขึ้นสูงสุดและลงต่ำสุดเป็นประจำทุกวัน ต้นไม้เหล่านี้จะถูกน้ำทะเลท่วมขังเป็นเวลานาน จึงต้องมีการปรับตัว ที่เห็นได้ชัดคือระบบรากซึ่งมีทั้งรากค้ำยัน ใช้พยุงลำต้นให้ตั้งตัวบนพื้นดินเลนได้ และรากหายใจ ใช้แลกเปลี่ยนอากาศเวลาน้ำทะเลท่วมขังโคนราก

 

พื้นที่ในส่วนศาลาที่ 1-6  เป็นพื้นที่ป่าปลูกที่ปลูกเพิ่มเติมขึ้นมาเพื่อฟื้นฟูสภาพของป่าชายเลน แนวอนุบาลป่าชายเลนจะเห็นได้อย่างชัดเจนบริเวณจุดชมวิวริมปากอ่าว และเมื่อเดินข้ามสะพานแขวนเข้าสู่พื้นที่ของศาลาที่ 6 เราจะได้เห็นความแตกต่างของ “ป่าปลูก” กับ “ป่าธรรมชาติ” อย่างชัดเจน


Click to enlarge Click to enlarge Click to enlarge

“บริเวณป่าปลูกตั้งอยู่บนพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม ความอุดมสมบูรณ์ในดินจึงน้อย แต่ในป่าธรรมชาติความอุดมสมบูรณ์ในดินสูง เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำต่าง ๆ มากมาย ที่สำคัญคือป่าธรรมชาติเป็นพื้นที่ร่มรื่น ต้นไม้แต่ละต้นสูงใหญ่จึงเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจได้อีกที่นึง” คุณบุปผาว่า

 

ภายในป่าชายเลนแห่งนี้ มีต้นไม้ที่น่าสนใจอยู่ต้นหนึ่ง นั่นก็คือต้นแสมขาวต้นใหญ่ อายุกว่า 100 ปี ชาวบ้านคนหนึ่งเคยเล่าให้ฟังขณะที่เขามีอายุ 44 ปีเมื่อปีพ.ศ.2544 ว่า “ปู่เคยเล่าให้ฟังตอนเด็ก ๆ ว่าตั้งแต่ปู่จำความได้ก็เห็นปู่แสมต้นนี้ยืนตระหง่านอยู่นานแล้ว” คุณบุปผาเสริมข้อมูลตรงนี้ว่า

 

“ชาวบ้านแถบนี้เรียกว่า ‘ปู่แสม’ มีอายุนับ 100 ปี ที่พิเศษก็คือมีลำต้นเหลือเพียงครึ่งเดียวเพราะถูกไฟไหม้ ต้นไม้ต้นนี้ทำให้เราเห็นว่าถ้าไม่บุกรุก ทำลาย ตัดไม้จากป่าชายเลนไปใช้ ต้นไม้สามารถอยู่ได้เป็นร้อย ๆ ปีให้เราได้เห็นในลักษณะนี้ค่ะ”


Click to enlarge Click to enlarge

ตลอดระยะทางเกือบ 2 กิโลเมตร สิ่งมีชีวิตที่พบเห็น ไม่ได้มีเพียงต้นไม้สีเขียวเท่านั้น แต่ยังมีสัตว์น้ำเล็ก ๆ ที่ดำรงชีวิตอยู่ในป่าชายเลนด้วย ไม่ว่าจะเป็น “ปลาตีน” ที่วิ่งดุ๊ก ๆ ในดินเลน, “ปูก้ามดาบ” หรือที่เรียกขานกันว่า “ปูผู้แทน” ตัวผู้มีก้ามใหญ่เพียงข้างเดียวและชอบยกขึ้นมาอวดตัวเมีย เหมือนส.ส.ในสภากำลังยกมืออย่างไรอย่างนั้น

 

ส่วนสัตว์น้ำที่เสมือนสัญลักษณ์ของบริเวณนี้อย่างปลาพะยูน ตลอดเส้นทางจะพบเห็นได้เพียงตัวเดียว บริเวณพื้นที่ศาลาที่ แต่เป็นแค่เพียงรูปปั้นเท่านั้น ทางศูนย์ฯปั้นไว้เพื่อเป็นอนุสรณ์ความทรงจำไว้ให้นักท่องเที่ยวได้เห็นหน้าค่าตาของมันเท่านั้น เพราะปัจจุบันสูญพันธุ์ไปแล้ว จากความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศน์ในอดีตนั่นเอง

 

ความงดงามรวมทั้งประโยชน์ที่มีอยู่มากมายของป่าชายเลนที่ได้ “เรียนไปเรื่อย ๆ” บนเส้นทางสะพานไม้สายนี้น่าจะทำให้หลาย ๆ คนตระหนักได้ว่าถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราจะใส่ใจกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างจริงจังเสียที...คงน่าใจหายนะหากวันหนึ่งอะไร ๆ ก็กลายเป็น “รูปปั้น” ไปหมดเพื่อให้เราได้คิดถึงมัน




เรื่องที่เกี่ยวข้อง
พิพิธภัณฑ์ใต้ทะเล แรงบันดาลใจแห่งการอนุรักษ์