Home in Nature

ออกแบบโดย ดวงพร หาญเสรีและนัทธ์ชนัน ธรรมชีวัน


Click to enlarge

สองสาววัยละอ่อนคู่นี้เพิ่งเรียนชั้นปีที่ 3 คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเท่านั้นเอง แต่มีความคิดโดดเด่น ความมั่นใจในการ Present ผลงานแบบเต็มร้อยจึงชนะใจกรรมการพาผลงาน “Home in Nature” เข้าป้ายตำแหน่งชนะเลิศได้ในที่สุด

 

2 สาวน้อยมองว่าชีวิตของคนเมืองนั้น ดูห่างไกลจากธรรมชาติมากขึ้น แถมยังมีความสัมพันธ์กับผู้อื่นน้อยลงด้วย ทั้ง ๆ ที่การอาศัยในอาคารชุดแบบที่โจทย์กำหนด ผู้คนน่าจะมีปฏิสัมพันธ์กันแบบสนิทสนมได้ “Home in Nature” ที่นำเสนอออกมาเป็น “กล่องเขียว ปล่องเขียว” น่าจะมาตอบรับจุดนี้ได้

 

“โจทย์ให้ออกแบบปรับปรุงตึกแถวพาณิชย์ให้เป็นที่อยู่อาศัยหรือเรียกได้ว่าบ้าน เราจึงมาตีโจทย์ว่า ทำอย่างไรจึงจะทำให้เป็นบ้านจริง ๆ” ดวงพรเล่าถึงจุดเริ่มต้น...นั่นสิ...แล้วอย่างไรล่ะจะเรียกว่าบ้าน คำง่าย ๆ ที่ผูกพันกับทุก ๆ คนมาตั้งแต่เกิด


Click to enlarge

“เดิมทีมนุษย์มีธรรมชาติเป็นบ้าน บ้านในที่นี้ไม่ได้หมายถึงเพียงแค่บ้านทางกายภาพที่เป็นที่อยู่อาศัยของร่างกาย แต่ยังหมายถึงบ้านทางจิตใจ ที่มนุษย์รู้สึกอบอุ่น, ปลอดภัย เมื่อได้อยู่ในธรรมชาติอันเป็นต้นกำเนิดของมนุษย์ จึงเป็นที่มาของ Home in Nature ค่ะ” นัทธ์ชนันตอบบ้าง

 

สิ่งที่ 2 สาวจากรั้วจามจุรีต้องการนำเสนอก็คือ “ความเป็นบ้าน” และ “ความเป็นบ้านในธรรมชาติ” โดยความเป็นบ้านนำเสนอด้วยการจัดให้มีทางเดินด้านนอกทั้งสองฝั่งของอาคาร, ที่อยู่อาศัยแต่ละ unit ซึ่งเชื่อมกับทางเดินสลับหน้าหลัง รวมทั้งทั้งทางตั้งและทางนอนด้วย

 

“ผังที่เราวางเอาไว้แบบนี้ มันจึงเป็นเหมือนสะพานส่วนตัว ทำให้ทุก unit มีชานหน้าบ้านเป็นของตัวเอง ในขณะที่สะพานสลับกันนี้ยังทำให้ เกิด space ที่ต่อเนื่อง สอดประสานเป็นหนึ่งเดียวด้วย ทำให้เหมือนเกิดคำว่าบ้านของฉันและเราเป็นเพื่อนบ้านกันขึ้นมา” ดวงพรเล่าไอเดียให้ฟังอย่างละเอียด


Click to enlarge

ตัวอาคารที่ทั้ง 2 ช่วยกันออกแบบมานั้นเปรียบได้เหมือน “กล่องเขียว” ที่ผิวอาคารปกคลุมด้วยไม้เลื้อย นอกจากจะมีประโยชน์ในการช่วยกรองแสงและสร้างความร่มรื่นให้กับผู้อยู่อาศัยภายในอาคารแล้ว ยังเป็นการสร้างพื้นที่สีเขียวให้เกิดขึ้นกลางใจเมืองได้อีกทางหนึ่งด้วย

 

แผงไม้เลื้อยนี้สามารถเปิด-ปิดได้ตามต้องการ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของ Space ตั้งแต่ Space ภายนอกอาคาร Space ระหว่างชาน ไปจนถึง Space ภายใน ทั้งนี้การเจริญเติบโตของต้นไม้ยังทำให้อาคารมีการเปลี่ยนแปลงในมิติของเวลา สร้างให้เกิดเป็น “อาคารมีชีวิต” ขึ้นมา

 

แผงบานเฟี้ยมไม้เลื้อย ทั้งคู่ออกแบบเป็นกรอบอลูมิเนียมเพื่อใช้แขวนกระถางไม้เลื้อยได้หลายระดับตามลักษณะของพันธุ์ไม้ ไม้เหล่านี้จะเจริญเติบโตตามลวดสลิงซึ่งมีน้ำหนักเบา สำหรับพันธุ์ไม้นั้น สองสาวมีตัวเลือกคือ “Dicondra” ที่มีพุ่มหนา แต่ดูโปร่ง, “Tokyo Snow” ที่สามารถเปลี่ยนสีได้หากรับแดดจัด และ “อมรเบิกฟ้า” ที่มีดอกสีสวย


Click to enlarge Click to enlarge

ส่วนความเป็นบ้านในธรรมชาติ สองสาวนำเสนอโดย “เราแทรกปล่องโล่งสูงตลอด 4 ชั้น ทั้งหมด 3 ปล่อง ทำเป็นสวน ให้แต่ละห้องสามารถเปิดเข้าสู่ธรรมชาติได้มากที่สุด” นัทธ์ชนันเฉลย ปล่องเขียวนี้สามารถทำให้ชีวิตกลับมาเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติได้อีกครั้ง

 

2 สาวรั้วจามจุรียังเอาใจใส่ในรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ด้วย พวกเธอไม่ลืมที่จะใส่ “ความเป็นธรรมชาติ” เข้ากับองค์ประกอบต่าง ๆ ของอาคารนี้แม้กระทั่งส่วนสาธารณะก็ตาม ไม่ว่าจะเป็น โถงต้อนรับ, ส่วนบริการซักรีด ฯลฯ โดยโถงต้อนรับซึ่งประกอบด้วยเคาน์เตอร์, ส่วนนั่งเล่นและตู้ไปรษณีย์นั้น เป็นเสมือนระเบียงไม้ที่ยื่นเข้าไปเข้าไปในสวน

 

สำหรับส่วนห้องพักนั้น เนื่องจากมีพื้นที่ค่อนข้างจำกัด 2 สาวจึงเลือกใช้ผนังที่สามารถพลิกเปิด-ปิด แยกเป็นสัดส่วน รวมทั้งสามารถปรับเปลี่ยนพื้นที่ให้มีความต่อเนื่อง กว้างขวาง การใช้กระจกฝ้าทำผนังจึงมีความโปร่งแสง ทำให้ไม่รู้สึกทึบตัน ขณะเดียวกันก็ยังรักษาความเป็นส่วนตัวไว้ได้ด้วย


Click to enlarge Click to enlarge Click to enlarge

“แต่ละห้องเราจัดผังให้มีความต่อเนื่องกับภายนอก ใช้ผนังที่ปรับเปลี่ยนได้ สามารถเปิดให้แต่ละห้องเชื่อมต่อกันได้ ทำให้โปร่งโล่งกว้างขวาง สอดคล้องกับบานเฟี้ยมภายนอกที่สามารถเปิดปิดรับแสง ปรับเปลี่ยน space ได้ตามต้องการด้วยค่ะ” ดวงพรอธิบายถึง Interior Concept

 

อาคารนี้ออกแบบให้มีการประหยัดพลังงานด้วย จะเห็นได้ว่า “ปล่องเขียว” นอกจากจะใช้เป็นสวนแล้ว ยังช่วยระบายอากาศแบบ stack effect ด้วย ในขณะที่การจัดทางเดินไว้ด้านนอกสองฝั่งของอาคารนั้น ทำให้ห้องถอยร่นเข้าไป สามารถเปิดรับแสงธรรมชาติได้โดยที่ไม่โดนแดดโดยตรง

 

“จุดเด่นนั้น เราคิดว่าน่าจะเป็นการที่เราสามารถแสดงแนวคิดออกมาเป็นรูปธรรมได้, มีการจัด unit ที่เรียบง่าย มีความโปร่งโล่ง space ต่อเนื่อง แต่ก็มีความเป็นส่วนตัวและสามารถสัมผัสกับธรรมชาติได้อย่างเต็มที่  รู้สึกได้จริงถึง 'ความเป็นบ้าน' ค่ะ”