สวน Reflection

เรื่องและภาพโดย พรชัย พงษ์สุกิจวัฒน์

ตกแต่งโดย คุณทรงวิทย์ เจิมประยงค์

ขอบคุณเป็นพิเศษ นิตยสารบ้านและสวน


Click to enlarge

เสน่ห์ของยามค่ำคืนมีมากมายหลายอย่าง แต่เสน่ห์ที่ให้ความรู้สึกแสนโรแมนติคที่สุดน่าจะเป็น “แสงจันทร์นวลตา” โดยเฉพาะในคืนเดือนหงายที่พระจันทร์เต็มดวงยิ่งชวนติดตรึงอยู่ในความทรงจำ ในอดีตความสวยงามของแสงเดือนมักถูกนำมาเปรียบเทียบกับความงามของหญิงคนรักเสมอ ๆ

 

แต่เมื่อถึงวันที่นีล อาร์มสตรองสามารถเหยียบพื้นดวงจันทร์ได้เป็นคนแรกในประวัติศาสตร์โลก เราจึงได้รู้ว่าดวงเดือนที่เราเห็นนวลตานั้น แท้จริงแล้วไม่ได้สวยงามขนาดนั้น พื้นผิวของดวงจันทร์เต็มไปด้วยหลุม, บ่อและฝุ่นผง ความงามของดวงจันทร์น่าจะเป็นเพราะแสงอาทิตย์ที่ส่องสะท้อนสร้างมิติความรับรู้แสนสวยมาสู่ชาวโลกมากกว่า

 

เกริ่นมาขนาดนี้ นี่ไม่ใช่เรื่องวิทยาศาสตร์, ไม่ใช่เรื่องรักโรแมนติค แต่นี่คือเรื่องการจัดสวน ใช่แล้ว! คอนเซ็ปต์ของสวน Reflection ดีกรีรองชนะเลิศ “สวนกลางคืน” ในงานบ้านและสวนแฟร์’2006 ถูกพัฒนามาจาก “แสงจันทร์” ความงามที่ถูกสะท้อนผ่านแสงอาทิตย์นั่นเอง


Click to enlarge

เจ้าของไอเดียคือคุณทรงวิทย์ เจิมประยงค์ นักจัดสวนอิสระ บัณฑิตย์หนุ่มจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาลัยนเรศวร เขาเล่าไอเดียเริ่มต้นว่า “แสงที่สำคัญที่สุดตอนกลางคืนคือแสงจันทร์ แต่แสงที่เราเห็นมันไม่ได้เกิดจากตัวมันเอง มันเป็นแสงที่สะท้อนจากดวงอาทิตย์ ผมนำกระบวนการสะท้อนตรงนี้มาใช้เป็นตอนเซ็ปต์”

 

การแปลงกระบวนการสะท้อนของแสงจันทร์ถูกสื่อสารออกมาในสวนแห่งนี้ด้วยการใช้วัสดุ 2 อย่างที่สามารถสะท้อนแสงได้ นั่นก็คือ “กระจก” และ “น้ำ” โดยใช้แสงไฟส่องสะท้อนเทคเจอร์ วางเรียงให้มีความต่อเนื่องของน้ำเพื่อสร้างความมีชีวิตชีวาและการสะท้อนที่ไม่สิ้นสุด เจ้าของไอเดียบอกว่า “นี่เป็นจุดเด่นในคอนเซ็ปต์ของผมเลยครับ”

 

ด้วยความชื่นชอบในสไตล์การจัดสวนแบบโมเดิร์นที่ใช้องค์ประกอบน้อย ๆ แต่สร้างความเป็นหนึ่งเดียวให้กับงานที่จัด จะเห็นได้ว่าคุณทรงวิทย์นำลักษณะแบบนี้ออกมาใช้ในงานจัดสวนครั้งนี้ด้วย จุดน่าสนใจคือเขาเข้าใจว่าควรวางจุดไหนหรืออะไรให้เป็นจุดหลักและอะไรเป็นจุดรอง


Click to enlarge

“ผมวางผังในสวนนี้ให้มีพระเอกกับพระรอง พระเอกเป็นเข็มกุดดั่นที่วางตัวอยู่ตรงมุม แล้วก็มีพระรองเป็นสับปะรดสีวางสะท้อนกระจกตรงใกล้ ๆ กับม้านั่งเล็ก ๆ ครับ” คุณทรงวิทย์อธิบาย “ผมใส่องค์ประกอบของสวนแบบจงใจให้น้อยแบบสวนโมเดิร์นแต่มากไปด้วยความคิดมากกว่าครับ”

 

แต่เบื้องหลังของพระเอกอย่างเข็มกุดดั่นนั้นก็ต้องฝ่าฟันเหมือนพระเอกหนังฮอลลีวู้ดพอสมควรกว่าจะมารับบทเด่นบทนี้ได้เพราะตอนแรกที่ส่งแบบไปประกวดกับทางนิตยสารบ้านและสวนนั้น บัณฑิตย์หนุ่มนักจัดสวนจากมหาวิทยาลัยนเรศวรคนนี้เลือกใช้ต้นไม้ชนิดอื่นในบทพระเอก

 

“ตอนแรกที่ประกวดแบบผมใช้อีกต้นหนึ่งวางในจุดของเข็มกุดดั่นครับ แต่โดยส่วนตัวแล้วผมชอบฟอร์มที่เห็นได้โดยชัดเจนของต้นไม้มากกว่าจึงเลือกใช้เข็มกุดดั่น ซึ่งมันก็ชัดมาก แต่มันก็มีข้อเสียเหมือนกันครับคือความแหลมของใบ” คุณทรงวิทย์เล่าเบื้องหลัง


Click to enlarge

ด้วยลักษณะของพื้นที่ที่มีการเข้ามุมอยู่มุมหนึ่ง คุณทรงวิทย์มองว่ามันมีลักษณะเป็นส่วนประกอบหนึ่งของความเป็นกล่อง ทำให้เจ้าของไอเดียดึงมาใช้ในการตกแต่งสวนโดยอาศัยความคลี่คลายของกล่องที่ซ้อนทับกันหลาย ๆ ใบนำมาใช้งานและวางผังให้กับสวนนี้

 

สวน Reflection ใช้โครงไม้ช่วยดึงดูดสายตา ทำให้จินตนาการได้ว่าดึงออกมาจากกล่องอย่างไร รวมทั้งทำให้สวนมีมิติด้านบนมากขึ้นด้วย ส่วนพื้นสลับสีนั้น คุณทรงวิทย์ทำขึ้นมาเพื่อให้เป็นลักษณะของการคอนทราสต์กันระหว่างฮาร์ดสเคปและซอฟท์สเคป เป็นการแสดงขอบเขตที่เป็นกล่องและสร้างความเป็นยูนิตี้ให้กับงานได้ด้วย

 

ถึงจะเป็นสวนคอนเซ็ปต์ แต่คุณทรงวิทย์มองว่าฟังก์ชันการใช้งานของมันก็คือ “ตัวสวนเป็นโมเดิร์น มีองค์ประกอบน้อยจึงเหมาะกับครอบครัวใหม่ที่มีจำนวนสมาชิกน้อย อาจจะมีเก้าอี้เก๋ ๆ สักตัวสองตัวใช้นั่งจิบกาแฟคุยกัน แต่ถ้าเราต้องใช้ฟังก์ชันมาก อาจจะปรับเปลี่ยนเป็นผืนใหญ่ ๆ เน้นปริมาณการใช้งานได้”


Click to enlarge

จุดเด่นที่ทำให้สวนนี้ชนะใจกรรมการจนคว้าตำแหน่งรองชนะเลิศมาได้ก็คือ “ฟังก์ชันของสวนที่ปรับเปลี่ยนได้” นั่นเอง เพราะสวนนี้เป็นสวนที่มีความหลากหลาย สามารถใช้งานได้มากกว่าการใช้มองอย่างเดียว นอกจากนี้ยังมีมิติของกระจกเงาและมิติของน้ำมาสร้างเสน่ห์รับกับต้นเฟิร์นที่เพิ่มมิติในแนวดิ่งเป็นแถบยาวอีกด้วย

 

ถึงแม้คุณทรงวิทย์จะเรียนจบสาขาสถาปัตยกรรมมา (ซึ่งมีเรียนวิชาแลนด์สเคปอยู่ด้วยเหมือนกัน...2 ตัว!) แต่ด้วยใจรักเขาจึงศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมเกี่ยวกับการออกแบบตกแต่งสวน ผลงานที่นำเสนอออกมาในสวน Reflection น่าจะบอกได้ว่าหากใจรักในสิ่งใด เราก็สามารถทำสิ่งนั้นได้ดีเหมือนกัน!

 

แม้นแสงจันทร์จะมิได้ส่องสว่างด้วยตัวมันเอง เช่นกันกับคุณทรงวิทย์ที่ไม่ได้ศึกษาแลนด์สเคปมาโดยตรง แต่ความงดงามที่แสงจันทร์ฉายแสงออกมา (จากการสะท้อนของแสงตะวัน) และสิ่งที่คุณทรงวิทย์แสดงผลงานให้เห็น (จากการสะท้อนออกมาด้วยใจรัก) พูดได้คำเดียวว่า “งดงาม” ไม่ต่างกันเลย