ย้อนรอยแฟชันเฟอร์นิเจอร์ก่อน WW. II

Click to enlarge

เสน่ห์อย่างหนึ่งของการไปเดินเตร็ดเตร่ย่านสยามสแควร์ (หรือไปทำธุระปะปังก็เหอะ) ก็คือการสอดส่ายสายตาไปรอบ ๆ พร้อมกับสำรวจตรวจตราความเป็นไปเรื่องแฟชัน…แม่สาวคนนั้น “In” สุด ๆ กับชุดสุดเดิ้นนั่น แต่ว้า! ยัยนั่น “Out” จังเลยใส่มาได้ไงชุดเฉิ่ม ๆ แบบนั้น

 

แฟชันเสื้อผ้ามีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ถ้าอยากจะ “In” ไม่มีหลุดให้เพื่อนเม้าท์ก็ต้องไขว่คว้ากันไป ว่ากันว่าแฟชันเสื้อผ้าวิ่งเร็วกว่านักวิ่ง 100 เมตรเหรียญทองโอลิมปิกเสียอีก แต่สมัยนี้ที่อะไรก็ต้องอิงกับการ “Design” แฟชันเสื้อผ้าไม่ได้วิ่งเร็วทิ้งขาดแฟชันอย่างอื่นอีกแล้ว

 

ก็เจ้าเก้าอี้หรือโซฟาที่รองก้นของเรายามไปทำธุระปะปังยัง Office ต่าง ๆ นี่สิ เดี๋ยวนี้ไม่ได้มีไว้แค่นั่งหรือถูกเลือกเพราะมีครบ 4 ขาอีกแล้ว ความทันสมัยเป็นปัจจัยนำหน้าในการเลือกเฟอร์นิเจอร์สักชิ้นมาประดับบ้านหรือที่ทำงานกันแล้ว ว่ากันว่า “Trend” ของมันมีการเปลี่ยนแปลงแทบทุกปี


Click to enlarge

“ยุคนี้งาน Design เฟอร์นิเจอร์เริ่มมีความหลากหลาย จนแปรเปลี่ยนเป็นเม็ดเงินก้อนใหญ่หมุนเวียนเป็นวงกว้างในตลาดการค้า “ คุณอรรณพ พลชนะ มัณฑนากรหนุ่มดาวรุ่งผู้ติดตามวิวัฒนาการในวงการเฟอร์นิเจอร์มาตลอดตั้งแต่เรียนมัธยมเอ่ยนำ

 

จะว่าไปแล้วจุดเริ่มต้นของวิวัฒนาการที่หลากหลายนี้เริ่มมาตั้งแต่ช่วงกลางศตวรรษที่ 20 แล้ว สงครามโลกทั้ง 2 ครั้งเป็นเหตุการณ์ที่ทำให้เกิดวิวัฒนาการใหม่ ๆ ขึ้นมา ภูมิปัญญาจากซีกโลกหนึ่งเดินทางไปยังอีกซีกโลกหนึ่งทำให้เกิดนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่มีความผสมผสานกันมากขึ้น

 

“การ Design เฟอร์นิเจอร์ ของตกแต่งบ้าน เครื่องเรือนต่าง ๆ จึงไม่ใช่แค่ชิ้นงานที่ใช้รองก้นหรือวางของธรรมดา ๆ แล้ว แต่เป็นงานที่ถูกนำเอาศิลปะเข้าไปผสมผสาน บางชิ้นกลายเป็นงานที่มีชื่อเสียงระดับโลก บางชิ้นสามารถพฤติกรรมของผู้บริโภคได้ด้วยซ้ำ” คุณอรรณพวิเคราะห์


Click to enlarge

จะว่าไปแล้ววิวัฒนาการของเฟอร์นิเจอร์เริ่มมาตั้งแต่ปี 1900 แล้ว คุณอรรณพบอกว่าช่วง 10 ปีแรกของศตวรรษที่ 20 นั้นเป็นยุคที่งานจะออกมาในลักษณะของ “Mass Production” ซะเป็นส่วนใหญ่ โดยเริ่มต้นในทวีปยุโรปก่อนเหมือนดั่งงานศิลปะแขนงอื่น ๆ

 

“งานศิลปะส่วนใหญ่ผลิบานในยุโรป งานออกแบบเฟอร์นิเจอร์ก็ไม่ต่างกันครับ ช่วงนั้นเกิดความเคลื่อนไหวอยู่ 2 อย่างคือศิลปะในรูปหัตถกรรมและงานศิลปะแบบ Art Nuvo” คุณอรรณพบรรยายพร้อมกับยกตัวอย่างว่าผลงานเด่น ๆ ในยุคนี้มักมีแรงบันดาลใจจากศิลปะของญี่ปุ่น

 

ศิลปินที่มีอิทธิพลที่สุดของงาน Design ยุคนี้เป็นชายชาวอังกฤษ 2 คนคือ John Ruskin และ William Morris ซึ่งปฏิรูปวงการโดยการนำงานหัตถกรรมในรูปแบบศิลปะในยุคกลางมาผสานกับเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นมาในยุคนั้น จนเกิดผลผลิตในเชิงพาณิชย์หรือ “Mass Production” ที่ฟอร์มการใช้งานดูเรียบง่าย อิงธรรมชาติ


Click to enlarge

“ถัดจากนั้นอีกก็เข้าสู่ยุคของ Modernism to Functionalism ในปี 1910 ยุคนี้ก็กินเวลา 10 ปีโดยประมาณเช่นกันครับ” คุณอรรณพเล่าต่อ “ผู้ที่ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงคือศิลปินดังที่ชื่อ De Stiji ซึ่งเสนอแนวคิดแบบ Minimalism ขึ้นมา รวมทั้งริเริ่มการใช้สีหลักแทนสีธรรมชาติด้วยครับ”

 

ความแปลกใหม่ 2 อย่างนี้ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว และนั่นก็ทำให้ผู้คนเต็มใจรับ Modern Art เข้าสู่วิถีชีวิตอย่างง่ายดาย เฟอร์นิเจอร์ในแนวนี้เป็นสิ่งที่สัมผัสได้ง่าย เข้าถึงได้ง่าย ไม่ใช่ศิลปะที่ต้องปีนบันไดชื่นชมในพิพิธภัณฑ์อีกต่อไปแล้ว

 

“งานในยุคนี้จะออกมาในลักษณะ Object เป็นชิ้นงานโดดที่ไม่สนใจความกลมกลืนกับสิ่งแวดล้อมเท่าไหร่ จะบอกว่างานแนวนี้เป็นรากแก้วของปรัชญาแนว Functionalism ก็ว่าได้ครับ อ้อ! ความนิยมในอลูมิเนียมก็เริ่มจากยุคนี้เช่นกัน” คุณอรรณพสรุป


Click to enlarge

จุดเด่นในงาน 2 ยุคแรกถูกจับมาพัฒนาร่วมกับงานศิลปะในแนวที่เรียกว่า “Cubism” ที่มี Pablo Picasso เป็นหัวหอก จนเป็นงานในยุค 1920 จนถึง 1940 ซึ่งเรียกว่า “Art Deco” ที่งานสถาปัตยกรรมและการตกแต่งภายในก้าวเข้ามามีอิทธิพลอย่างสูงต่อการออกแบบเฟอร์นิเจอร์

 

“แต่ในอีกซีกโลกนึง Designer มีแรงบันดาลใจจากวัฒนธรรมของอินเดียนแดงและอียิปต์ พวกเขาจึงสร้างงานแบบคลาสสิค ๆ สีสันสดใส รูปทรงเรียบง่าย ดูกลมกลืนกับธรรมชาติครับ ศิลปะการ Design แนวนี้แหละครับที่เผยแพร่ไปยังอเมริกาจนเป็น Design แบบคลาสสิคจนถึงทุกวันนี้” คุณอรรณพเล่า

 

นี่คือจุดเริ่มต้นของงานศิลปะก่อนโลกจะก้าวเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางศิลปวัฒนธรรมมากมาย อย่างไรก็ตาม งานศิลปะแห่งเฟอร์นิเจอร์ในยุคต้น ๆ แบบนี้ บางชิ้นก็ยังได้รับการยอมรับจนถึงทุกวันนี้เหมือนกัน




เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ดูเส้นทางของเฟอร์นิเจอร์จาก WW. II ถึงยุค Digital