แนะเคล็ดลับซื้อบ้านอย่างชาญฉลาด (ต่อ)

ไม่เพียงแต่เรื่องของทำเลที่เราต้องให้ความสำคัญ แบบบ้าน เป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบที่ช่วยให้การซื้อที่อยู่อาศัยในวันนี้คุ้มการลงทุน รวมถึงมีโอกาสสร้างมูลค่าเพิ่มในอนาคตอีกด้วย โดยในปี 2548 นี้ บ้านในเมืองยังคงเป็นที่ต้องการของตลาด แต่รูปแบบการพัฒนาจะเปลี่ยนไป จากเดิมที่พัฒนารูปแบบเพื่อการอยู่อาศัยเพียงอย่างเดียว มาเป็นการอยู่อาศัยเพื่อการพาณิชย์มากขึ้น เพื่อรองรับกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลาง หรือผู้ประกอบการ SME

สไตล์หรือรูปแบบของบ้านในเมืองจะเปลี่ยนไป เช่น มีการนำอาคารสร้างค้างมาปรับรูปแบบและพัฒนาขึ้นในรูปแบบใหม่ มีการนำอาคารร้าง เช่น อาคารพาณิชย์มาปรับปรุงสภาพให้เข้ากับการยุคสมัยปัจจุบัน แต่ยังคงให้มีเค้าร่างของอาคารเก่าเอาไว้ ทาวน์โฮม จะเข้ามาเป็นสินค้ายอดฮิตในปีหน้าสำหรับตลาดในเมือง

เนื่องจากในปี 2548 การแข่งขันทางการตลาดจะทำให้ผู้ประกอบการพยายามสร้างแรงจูงใจให้เกิดการตัดสินใจซื้อ การสร้างบ้านตัวอย่างตกแต่งสวยงามด้วยเฟอร์นิเจอร์มีราคา อาจทำให้ผู้ซื้อบ้านตัดสินใจซื้อบ้านที่ไม่เหมาะกับความต้องการของครอบครัว และอาจถึงขั้นต้องมองหาบ้านใหม่ เพราะบ้านที่ซื้อไว้ไม่เหมาะสมกับรูปแบบการใช้ชีวิตของสมาชิกในบ้าน


เลือกสินเชื่อยุคดอกเบี้ยขาขึ้น ต้องคำนึงถึงความสามารถผ่อน

ปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่งที่ผู้ซื้อบ้านควรพิจารณาประกอบการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยก็คือ การเลือกแพ็คเกจสินเชื่อ ซึ่งในปี 2548 ดอกเบี้ยสำหรับลูกค้าชั้นดี หรือ MLR ปรับขึ้นแน่นอน เพราะเม็ดเงินมในระบบเริ่มลดลง โดยมีปัจจัยมาจาก

  1. การจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของบริษัทรายใหม่ที่เข้ามาในปีนี้มากกว่า 40 บริษัท บริษัทเหล่านี้จะดูดเงินออมในระบบออกไปส่วนหนึ่ง
  2. ตลาดตราสารหนี้ ที่บริษัทมหาชนรายใหญ่เตรียมจะออกมาเพื่อระดมทุน เช่น ของกลุ่มปูนซีเมนต์ไทย ธนาคารกรุงไทย ธนาคารกสิกรไทย เป็นต้น
  3. โครงการของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นการก่อสร้างสนามบินสุวรรณภูมิ รวมถึงโครงข่ายระบบราง โครงการเหล่านี้จะเข้ามาดูดสภาพคล่องในระบบธนาคาร เนื่องจากรัฐบาลไม่ต้องการกู้เงิน เพราะเป็นการเพิ่มภาระหนี้ภาครัฐ จึงเปลี่ยนมาใช้วิธีให้ธนาคารและสถาบันการเงินเข้าถือหุ้น ซึ่งถือเป็นการดูดสภาพคล่องออกจากระบบเช่นเดียวกัน
  4. ธนาคารพาณิชย์เลิกมาตรการค้ำประกัยเงินฝาก ทำให้เกิดการแข่งขันในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากของธนาคารรายเล็ก เมื่อดอกเบี้ยเงินฝากขึ้น ดอกเบี้ยเงินกู้ก็ต้องปรับเพิ่มตามไปด้วย

ดังนั้น เมื่อผู้ซื้อบ้านทราบแล้วว่า อัตราดอกเบี้ยต้องปรับตัวสูงขึ้นแน่นอน การเลือกสินเชื่อเพื่อประโยชน์ในระยะยาวจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น มีข้อแนะนำว่า การเลือกสินเชื่อเพื่อประโยชน์ในระยะยาวจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น มีข้อแนะนำว่า การเลือกสินเชื่อที่อยู่อาศัยต้องพิจารณาจากส่วนประกอบ ดังต่อไปนี้

  1. พิจารณาจากอัตราดอกเบี้ย MLR เลือกที่กำหนดอัตราดอกเบี้ยต่ำสุดเมื่อเทียบกับธนาคารทุกแห่ง
  2. พิจารณาตัวเลขที่นำมาลบอัตราดอกเบี้ย MLR เพราะหลังจากพ้นเงื่อนไขอัตราดอกเบี้ยคงที่ ธนาคารจะคิดอัตราดอกเบี้ย MLR ลบตัวเลขที่ต่างกัน บางแห่งลบ 0.50% บางแห่งลบ 0.75% ในขณะที่บางแห่งลบถึง 1.25% ควรเลือกธนาคารที่มีตัวเลขลบสูงที่สุด
  3. ดูความสามารถในการชำระหนี้ เนื่องจากในช่วงการผ่อนช่วงแรก ผู้ซื้อบ้านจะมีภาระค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น ค่าเฟอร์นิเจอร์ ค่าผ่อนรถ เป็นต้น ดังนั้น ควรดูวงเงินค่างวดที่รับภาระไหว และเลือกผ่อนยาวที่สุด เมื่อถึงเวลาที่มีความสามารถในการชำระหนี้เพิ่ม สามารถลดระยะเวลาการผ่อนโดยเพิ่มวงเงินค่างวดได้ แต่ถ้าผู้ซื้อบ้านรายใดมีความสามารถในการชำระหนี้มากกว่าค่างวด ควรเลือกระยะเวลาในการผ่อนสั้น เพราะ 1-3 ปีแรกเป็นช่วงที่ธนาคารคิดอัตราดอกเบี้ยคงที่ ค่างวดส่วนที่ชำระเกินจะถูกตัดเงินต้น เมื่อพ้นช่วงดอกเบี้ยคงที่สูง อัตรราดอกเบี้ยลอยตัว เงินต้นที่ลดลงจะทำให้ดอกเบี้ยจ่ายช่วงนั้นลดลงด้วย
  4. พิจารณาค่าใช้จ่ายในการบริการสินเชื่อ เช่น ค่าธรรมเนียมในการจัดการสินเชื่อ ค่าประเมินราคาทรัพย์สิน ฯลฯ หากพิจารณาเปรียบเทียบให้ดี บางครั้งผู้ซื้อบ้านอาจประหยัดได้ถึง 1-2 หมื่นบาทต่อการซื้อบ้านในราคา 1 ล้านบาท

เราเชื่อว่า ข้อแนะนำในการเลือกซื้อบ้านหลักๆ ทั้ง 3 ประการนี้  จะช่วยให้การตัดสินใจซื้อบ้านของผู้ซื้อทุกท่านมั่นคงและมั่นใจได้มากยิ่งขึ้นแน่นอน